posttoday
อินโดฯ หวังดึงเงินกลับชาติ นิรโทษภาษีดาบสองคม

อินโดฯ หวังดึงเงินกลับชาติ นิรโทษภาษีดาบสองคม

22 สิงหาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

นโยบายนิรโทษกรรมทางภาษีของอินโดนีเซียเริ่มต้นมาได้มากกว่า 1 เดือนแล้ว ท่ามกลางการจับตาทิศทางการไหลของทุนอย่างใกล้ชิดว่านโยบายดังกล่าวจะได้ผลแค่ไหน ภาษีที่เก็บมาได้จะนำไปลงทุนได้เท่าไร ทุนที่เข้ามาจะเข้าไปลงทุนอะไรต่อ หรือแม้แต่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวเป็นภัยทางศีลธรรม

นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือที่มวลชนตั้งชื่อเล่นให้ว่า “โจโกวี” ของอินโดนีเซียได้รับตำแหน่งในปี 2014 ก็เปิดทางให้กับอินโดนีเซียในหลายเรื่อง ทั้งการเป็นผู้นำคนแรกของแดนอิเหนาที่ไม่ใช่ทหารหรือมีเชื้อสายนักการเมือง และการผลักดันให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ เพื่อสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงลดต้นทุนการขนส่งให้แก่ภาคธุรกิจในประเทศที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหมู่เกาะ

แต่โจโกวีกลับขึ้นมาในช่วงที่สถานการณ์โลกไม่เอื้ออำนวยนัก เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ปี 2014 และกดดันรายได้หลักของรัฐบาลอย่างถ่านหินและทองคำ รวมถึงอินโดนีเซียก็คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณขาดดุลการคลังปีนี้ 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) หรือเกือบถึงเพดานที่ตั้งกันเอาไว้ที่ 3% ขณะที่โจโกวีต้องการเงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14 ล้านล้านบาท) มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่อินโดนีเซียจะอยากเก็บภาษีให้ได้มากขึ้นผ่านการออกนโยบายนิรโทษกรรมทางภาษีชั่วคราวขึ้นมา โดยมีกำหนดระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.-31 มี.ค.ปีหน้า โดยจะมีการให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่เคยหลบเลี่ยงภาษีให้มาประกาศภาษีและจะขึ้นภาษีอยู่ที่ระหว่าง 2-10% เท่านั้น เมื่อเทียบกับภาษีนิติบุคคลของอินโดนีเซียที่ 25% และภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่มีสัดส่วนเก็บขั้นสูงสุด 30%

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประสบปัญหาประชาชนจ่ายภาษีน้อยประเทศหนึ่ง โดยมีจำนวนผู้เสียภาษี 27 ล้านคน และมีผู้จ่ายจริงไม่ถึงจำนวนดังกล่าว จากประชากรทั้งหมด 255 ล้านคน และควรมีผู้ต้องเสียภาษีมากถึง 120 ล้านคน โดยสิงคโปร์นับเป็นประเทศที่ชาวอินโดนีเซียนิยมซุกซ่อนเงินไว้มากที่สุด และคาดการณ์ว่ามีมากถึงราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.8 ล้านล้านบาท)

ในการเก็บภาษีครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งในช่วงแรกจะเก็บภาษีในอัตราส่วนที่น้อยที่สุด และค่อยๆ เพิ่มไปในแต่ละช่วงก่อนสิ้นสุดโครงการในปี 2017 โดยนโยบายดังกล่าวตั้งเป้าจะสามารถเก็บเงินกลับเข้าคลังประเทศให้ได้ 165 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 4 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.

เวลเลียน วิรันโต นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโอซีบีซีในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยให้จีดีพีของอินโดนีเซียขยายตัวได้มากขึ้นจาก 5.1% เป็น 5.2% ขณะเดียวกันการใช้นโยบายดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามชาติตามมา

เงินทุนที่ฉวยโอกาสนิรโทษกรรมครั้งนี้ไหลกลับเข้ามาในอินโดนีเซีย นอกจากจะแปลงเป็นภาษีให้ภาครัฐนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่อแล้ว ยังทำให้มีการนำเงินที่ส่งกลับมาเพื่อสำแดงภาษีไปลงทุนในหุ้นกู้ หลักทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ สร้างโอกาสที่ดีให้แก่ภาคเอกชนในการออกหุ้นกู้ โดยการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 3 มิ.ย. อยู่ที่ 35.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 9 หมื่นล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 23.4 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 6 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ จอนฟิส แฟนดี้ หัวหน้าฝ่ายขายและมาร์เก็ตติ้งของฮอนด้า พรอสเพ็ค มอเตอร์ ยูนิตอินโดนีเซียของฮอนด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์จากญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า ถ้าโครงการนิรโทษกรรมภาษีประสบความสำเร็จ ยอดขายรถยนต์ทั่วทั้งอุตสาหกรรมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุดถึง 20% ในปี 2017 เนื่องจากสัดส่วนการเป็นเจ้าของรถยนต์ต่อจำนวนประชากรในอินโดนีเซียยังน้อยอยู่ และผู้คนจะนำเงินที่นำกลับมาสำแดงภาษีมาจับจ่ายใช้สอย

อย่างไรก็ตาม นโยบายนิรโทษกรรมทางภาษีอาจเรียกได้ว่าเป็นดาบสองคม ที่มีทั้งข้อดีข้อเสีย โดยในเดือนแรกนโยบายดังกล่าว อินโดนีเซียสามารถเก็บภาษีได้ 6.79 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 1,780 ล้านบาท) จากผู้มาสำแดงภาษี 5,613 คน หรือคิดเป็นเพียง 0.4% ของเป้าหมายโครงการ

ขณะเดียวกัน มีสินทรัพย์มาสำแดงทั้งหมด 33.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 9 หมื่นล้านบาท) แต่เกือบ 80% ของจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วในอินโดนีเซีย โดยในช่วงแรกของโครงการที่คิดภาษีถูกที่สุดจะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ก.ย.นี้

สำหรับประเทศสิงคโปร์แล้ว นอกจากจะมีภาษีนิติบุคคลถูกกว่าที่ 17% แล้ว ชาวอินโดนีเซียที่เข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ยังเห็นว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าลงทุนหรือน่าทำงาน เนื่องจากคุณภาพชีวิตในสิงคโปร์ยังคงดีกว่าอินโดนีเซีย ทั้งการศึกษาที่ขึ้นชื่อระดับโลก สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน ความสะอาด ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมที่น้อยกว่าอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียมีการใช้นิรโทษกรรมทางภาษีมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1964 ที่ล้มเหลวไปเนื่องจากมีความพยายามก่อรัฐประหาร ตามมาด้วยอีกครั้งในปี 1984 ซึ่งสามารถเก็บภาษีได้เพิ่ม 5 หมื่นล้านรูเปียห์ (ราว 130 ล้านบาท) และปี 2008 ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ได้ราว 7.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) แต่กลับไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนผู้จ่ายภาษีให้ได้ในระยะยาว

การใช้นิรโทษกรรมทางภาษีหลายครั้ง จะยิ่งทำให้เกิดการสร้างความคาดหวังให้กับผู้หลบเลี่ยงภาษีในการ “รอ” ให้มีโครงการนิรโทษกรรม ถึงค่อยมาสำแดงภาษี หรือที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมภาษีเห็นว่าเป็นภาวะภัยทางจริยธรรม

“การปฏิบัตินี้มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับผู้ที่เคยเลี่ยงภาษีมากกว่าผู้ที่จ่ายภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งมีการสำแดงสินทรัพย์ตั้งแต่เริ่มต้น” ฟิลิป เคิร์ฟส์ หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสำนักนโยบายภาษีและการจัดการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) กล่าว และระบุว่า นโยบายดังกล่าวเสี่ยงทำให้รัฐมีรายได้รวมลดลง และเสี่ยงที่จะกระทบต่อการจัดเก็บภาษีในภาพรวมทั้งระบบด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท