
จอมพลังคนพิการ ใจเกินร้อย
ชาวไทยทั้งประเทศกำลังปลื้มใจกับทัพนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในโอลิมปิกเกมส์ 2016
โดย...ชมณัฐ
ชาวไทยทั้งประเทศกำลังปลื้มใจกับทัพนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ด้วยการคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าขณะเดียวกันนี้ยังมีจอมพลังอีกกลุ่มที่พยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่อหวังสร้างชื่อเสียงให้ทีมชาติไทยในมหกรรมระดับโลกอยู่เช่นกัน แต่ต่างตรงที่พวกเขาเหล่านั้นมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
นักกีฬายกน้ำหนักคนพิการ พกใจเต็มร้อย เตรียมข้ามน้ำข้ามทะเลไปรับใช้ชาติใน “พาราลิมปิกเกมส์ 2016” หรือการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของคนพิการวันที่ 7-18 ก.ย.นี้ ที่ประเทศบราซิล โดย 1 ในนั้นคือ “เอ๋” อรวรรณ บุตรโพธิ์ สาววัย 32 ปี ที่หกล้มคลุกคลานมานับครั้งไม่ถ้วน ต้องมุมานะทั้งร่างกายและจิตใจมากกว่าคนทั่วไปเป็นทวีคูณ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นความหวังเหรียญรางวัลให้กับทัพไทย
“ไม่เคยคิดเลยว่าคนพิการจะเล่นกีฬาได้ สมัยเด็กคิดแค่ว่าโตขึ้นอยากมีงานทำพอเลี้ยงปากท้อง ไม่ต้องเป็นภาระให้กับครอบครัว เพราะครอบครัวยากจน ไม่มีบ้าน มีเพียงกระต๊อบกลางทุ่งนา พ่อกับแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา คอยรับจ้างทั่วไปเพื่อเลี้ยงลูกทั้ง 4 คน เวลาไปหาหมอแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินมาก” อรวรรณ สาวจากอุดรธานี ซึ่งเป็นโปลิโอขาลีบทั้งสองข้างตั้งแต่เกิด ย้อนความถึงเส้นทางการเป็นนักกีฬาของเธอ
ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ เธอถูกค่อนขอดจากข้างบ้านตลอดว่า “เป็นคนพิการแค่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่อยู่ที่บ้านก็พอแล้ว” และพยายามเป่าหูพ่อกับแม่ของเธอว่าไม่ต้องให้ลูกสาวออกไปข้างนอก เพราะมีแต่จะเป็นภาระคนอื่น แต่เคราะห์ดีที่ครอบครัวของเธอไม่คิดเช่นนั้น ดิ้นรนหาเงินส่งลูกเรียนต่อที่ จ.เชียงใหม่
“ที่นี่ทำให้ได้เจอคนพิการด้วยกัน ได้เห็นคนที่แย่กว่าเรา ทำให้ความคิดที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยท้อ รู้สึกเป็นภาระเพราะมีแต่ต้องให้คนอื่นมาดูแล แต่อยู่ที่นี่ได้เป็นฝ่ายช่วยเหลือคนอื่น ได้คอยดูแลเพื่อนๆ คนพิการที่ร่างกายแย่กว่าเรา ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น”
กระทั่งวันหนึ่ง อรวรรณได้ลองเล่นยกน้ำหนักจากคำชักชวนของคุณครูเนื่องจากมีรูปร่างท้วมและแขนใหญ่ พร้อมได้ฟังถึงโอกาสติดทีมชาติ และไปแข่งต่างประเทศ
แม้ร่างกายท่อนล่างจะใช้งานไม่ได้ แต่ท่อนบนและหัวใจยังแข็งแรง เธอพากเพียรฝึกซ้อมอย่างหนัก 6 วัน/สัปดาห์ เช้ายกเหล็ก เย็นเล่นเวตเทรนนิ่ง เป็นเวลาร่วมปีก่อนที่ความพยายามจะผลิดอกออกผล ได้ลงแข่งในรายการกีฬาคนพิการแห่งชาติ เมื่อปี 2001 และคว้าเหรียญทองตั้งแต่ประเดิมสังเวียน จนฝันไกลไปถึงการประดับธงชาติไทยที่หน้าอก ซึ่งเพียงปีเดียวโอกาสติดทีมชาติไทยก็มาลอยอยู่ตรงหน้า เมื่อเธอมีชื่อติดธงชุดเฟสปิกเกมส์ 2002 ที่ปูซาน เกาหลีใต้ หรือในชื่อ เอเชียนพาราเกมส์ การแข่งขันกีฬาคนพิการระดับเอเชียในปัจจุบัน
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก จนรู้สึกท้อใจเกือบจะเลิกเล่น
“หลังจากมีชื่อติดทีมชาติ ต้องพักการเรียนมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่กรุงเทพฯ เป็นเดือน ตอนนั้นรู้สึกว่าฝันเป็นจริงแล้ว จะได้แข่งต่างประเทศแล้ว แต่สุดท้ายเรากับเพื่อนรวม 7 คน ต้องอดไป เพราะทางผู้ใหญ่บอกว่างบไม่พอที่จะส่งไปทั้งหมด ทำให้รู้สึกท้อมากจนอยากจะเลิกเล่น ทุกสิ่งที่ฝันหายไปหมดเลย และเมื่อไม่ได้ติดทีมชาติ เงินเบี้ยเลี้ยงซ้อมจึงไม่มี เรา
7 คน รู้สึกเคว้งมาก เงินที่เก็บมาก็ถูกใช้จนร่อยหรอ บางวันถึงขนาดไม่มีอะไรจะกิน มีเงินติดตัวคนละแค่ยี่สิบกว่าบาท เป็นอย่างนี้อยู่ 4-5 เดือน จนมี 3 คนที่ทนไม่ไหวต้องขอเลิกเป็นนักกีฬาไปทำอาชีพอื่นแทน” เอ๋ เล่าถึงอดีต
แต่ฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอ ปีถัดมาอรวรรณได้ติดทีมชาติสมใจและทำผลงานโดดเด่นจนถึงปัจจุบัน เข้าร่วมพาราลิมปิกเกมส์เป็น 4 สมัย จนนำมาซึ่งเงินทองที่ได้มาจากความพยายาม แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างเดียว เพราะชีวิตนักกีฬาคนพิการไม่การันตีอนาคต จึงต้องดิ้นรนหาอาชีพอื่นเลี้ยงปากท้องควบคู่กันไป
บางครั้งก็นำมาซึ่งความพลาดพลั้ง เมื่อเธอตัดสินใจนำเงินรางวัลทั้งหมดที่ได้มาก้อนแรก 7 หมื่นบาท ลงทุนซื้อลอตเตอรี่มาขายและเจ๊งจนหมดตัว เพราะถึงจะปั่นจักรยานตากฝนหลายกิโลเมตรแต่ก็ยังขายได้ไม่หมด จึงตัดสินใจเลิกและมามุ่งมั่นฝึกซ้อมอีกครั้ง ก่อนคว้าเหรียญทอง ในเอเชียนพาราเกมส์ 2010 ที่จีน ได้เงินอัดฉีดก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต 5 แสนบาท
“นำเงินไปซื้อที่ดินให้ครอบครัวปลูกยางพารา รู้สึกภูมิใจมาก ที่ผ่านมาแม้จะมีคนดูถูกเราว่าเป็นภาระ แต่ก็มีบางคนที่ให้กำลังใจ คอยบอกพ่อกับแม่ว่า เดี๋ยวคอยดูคนที่เดินไม่ได้เนี่ยแหละจะทำให้พ่อแม่อยู่สบาย ซึ่งเป็นเหมือนทั้งแรงผลักดันและกำลังใจให้เราสู้จนประสบความสำเร็จในวันนี้ ส่วนลอตเตอรี่ก็เริ่มกลับมาขายอีกครั้ง เพราะตอนนี้ได้ขายในห้างสรรพสินค้าไม่ต้องเร่ขาย”
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับอรวรรณ แสดงให้เห็นถึงพลังจิตใจอันยิ่งใหญ่เหนือร่างกาย ไม่ว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคสักกี่ครั้งก็จะลุกขึ้นยืนหยัดสู้เสมอ เธอทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนมีกำลังใจอย่าหมดหวัง เกิดเป็นคนแล้วต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ใช้ชีวิตคุ้มค่าที่สุด ระลึกเสมอว่ามีคนที่แย่กว่าเรากำลังต่อสู้อยู่บนโลกนี้
สำหรับเธอและทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความพยายามในการแข่งขันที่จะถึงนี้ จะสู้สุดใจเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเหมือนเช่นนักกีฬายกน้ำหนักปกติทำไว้แน่นอน







