posttoday
ฐากร ปิยะพันธ์ นายแบงก์ดิจิทัลแห่งกรุงศรีฯ

ฐากร ปิยะพันธ์ นายแบงก์ดิจิทัลแห่งกรุงศรีฯ

21 สิงหาคม 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

กระแสการเกิดขึ้นของการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปผสมผสานกับธุรกิจการเงิน จนกลายเป็น “ฟินเทค” ทำให้ธนาคารพาณิชย์ตื่นตัวกับการเข้ามาของฟินเทค จนต้องเร่งศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาให้ทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค

สำหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ “ฐากร ปิยะพันธ์” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าหน่วยงานนี้เป็นอนาคตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง

ที่น่าสนใจคืองานนี้ฐากรเป็นคนเดินไปขอทำ ไม่ได้ถูกเลือกให้มาทำ

“ผมเป็นคนเดินไปขอคุณ โนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ว่าผมอยากทำงานนี้ ที่อยากทำก็เพราะผมสนใจเทคโนโลยีทางการเงินหลังจากอ่านข่าวต่างประเทศที่เริ่มมีข่าวสตาร์ทอัพ ฟินเทค มาเมื่อปี 2556 และกระแสก็แรงขึ้นเมื่อไปศึกษาอย่างจริงจังก็ขนลุก เพราะว่าดิจิทัลจะทำให้ธุรกิจธนาคารเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย ก็เลยอยากทำอะไรใหม่ๆ” ฐากร กล่าว

เมื่อได้รับการอนุมัติให้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ฐากรก็เริ่มเรียนรู้ด้วยการไปเข้าสังคมกับคนในแวดวงไอที และทางมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ก็พร้อมสนับสนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีมาให้ ทำให้การศึกษาเรื่องนี้เดินหน้าไปได้เร็ว

“เราเพิ่งเริ่มเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ธนาคารพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลแบงก์กิ้งเอง ไม่แยกงานไอทีออกไปตั้งบริษัทใหม่ ซึ่งโมเดลที่จัดทำมีต้นแบบมาจากหน่วยดิจิทัลของธนาคารแห่งโตเกียว มิตซูบิชิ
ยูเอฟเจ (บีทีเอ็มยู) ในญี่ปุ่น และนำมาปรับจูนจนกระทั่งได้โครงสร้างที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนานวัตกรรมภายในธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เราใช้วิธีการปรับโครงสร้างเพิ่มสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรมขึ้นใหม่ พร้อมจัดแบ่งส่วนงานเป็น 3 ทีม คือ ทีมนวัตกรรมภายนอก (External Innovation) ทีมนวัตกรรมภายใน (Internal Innovation) และทีมฟินเทคและสตาร์ทอัพ ดูแลงาน 4-5 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อลูกค้ารายย่อย และสำหรับลูกค้าธุรกิจ การทำตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลและสื่อสังคมหน่วยพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น” ฐากร กล่าว

ฐากร กล่าวว่า พนักงานธนาคารไม่เห็นด้วยที่จะให้แยกหน่วยธุรกิจดิจิทัลออกไป ทำให้รู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และจะเกิดความร่วมมือไม่เต็มที่นัก การพัฒนาระบบเองทำให้พนักงานรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันเกิดพลังในการขับเคลื่อนได้มากกว่า

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรมระยะ 3 ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2559-2561 ซึ่งมีทั้งการเฟ้นหาฟินเทค และการปรับกระบวนการภายในธนาคาร โดยในส่วนของฟินเทคนั้น เน้นการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้ฟินเทคหน้าใหม่ ภายใต้ 3 โครงการ โครงการแรกเป็นการสนับสนุนนักธุรกิจหน้าใหม่ พัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่มนักศึกษา (กรุงศรี ยูนิ สตาร์ทอัพ) เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อต้นปีก็เปิด กรุงศรี ไรส์ เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกับธุรกิจฟินเทค ในรูปแบบการจัดค่ายอบรมเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ

สำหรับโครงการต่อไป คือ การลงทุน ซึ่งจะเริ่มเมื่อธนาคารมีความพร้อมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) หรือลงทุนตรง โดยใช้ความเชี่ยวชาญจากบริษัทแม่ ที่มีกลยุทธ์ลงทุนในฟินเทคอยู่แล้ว และมีดิจิทัลแล็บที่ซิลิคอนวัลเลย์ มาเป็นที่ปรึกษาว่าควรลงทุนในมิติใด

“ฟินเทคที่เป็นเวนเจอร์แคปปิตอลเราจะดำเนินการในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งจะเสนอบอร์ดไว้ว่าจะลงทุนประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปีนี้อาจจะใช้เงินทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ” ฐากร กล่าว

ฐากร มองว่า เวนเจอร์แคปปิตอลสำหรับฟินเทคก็เหมือนการลงทุนในธุรกิจอื่น เพียงแต่เลือกลงทุนในธุรกิจที่มีนวัตกรรมและเห็นศักยภาพที่จะเติบโตได้ ถ้าหากบริษัทที่ธนาคารเลือกเข้าไปลงทุนเติบโตเป็น
ยูนิคอร์นได้ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ ฟินเทคเป้าหมายที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาต้องการมากที่สุด คือเทคโนโลยีเกี่ยวกับธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี พบว่าลูกค้ามีความต้องการบริการเสริม เช่น การจัดการโลจิสติกส์ หรือการจัดการบัญชี ซึ่งพบว่ามีฟินเทคที่มีเทคโนโลยีด้านนี้อยู่ ธนาคารได้เข้าไปพูดคุยทาบทามไว้บ้าง ตอนนี้คุยอยู่ 4 ราย โดย 2 รายเป็นฟินเทคที่สร้างโซลูชั่นเพื่อเอสเอ็มอี อีก 1 ราย เป็นฟินเทคด้านชำระเงิน และอีกรายเป็นผู้มีไอเดียที่เสริมนวัตกรรมด้านสื่อสารภายใน

งานฟินเทคเป็นงานใหม่ที่ท้าทาย ส่วนงานประจำที่ฐากรทำอยู่คือการดูแลธุรกิจรายย่อยของธนาคารคือ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส (กรุงศรี คอนซูมเมอร์) ที่มีบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลหลายแบรนด์ภายใต้การกำกับดูแล ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตกรุงศรี เซ็นทรัลเครดิตการ์ด, บัตรเครดิตเทสโก้ วีซ่า, บัตรเครดิต เอไอเอ วีซ่า, บัตรเครดิต โฮมโปร, บัตรเครดิตซิมเพิลวีซ่า, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ และบัตรเพาเวอร์บาย

ฐากร กล่าวว่า การควบคุมหนี้เสียของบริษัททำได้ดี ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อบุคคลเฉลี่ยราว 3.3% และของบัตรเครดิตเฉลี่ยราว 1.4% ซึ่งนับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งระบบ จึงทำให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกของกรุงศรี คอนซูมเมอร์เติบโตได้เป็นที่น่าพอใจ มีจำนวนลูกค้ากว่า 7.7 ล้านบัญชี

ช่วง 6 เดือนแรก มียอดสินเชื่อใหม่ 4 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูง 1.35 แสนล้านบาท หรือเติบโต 8% ส่งผลให้ยอดสินเชื่อรวมสูงถึง 1.24 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่สูงถึงกว่า 4 แสนบัญชี หรือเติบโต 18% โดยหมวดการใช้จ่ายที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ หมวดการใช้จ่ายในหมวดไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต เบี้ยประกันภัย และหมวดท่องเที่ยว รวมถึงโปรแกรมผ่อนชำระที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท คือ บัตรกรุงศรี เจซีบี แพลทินัม เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้มีจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มสูงขึ้น

“คาดว่ายอดสินเชื่อในปีนี้น่าจะเติบโตตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1.35 แสนล้านบาท ยอดใช้จ่ายรวม 3.4 แสนล้านบาท และบัญชีลูกค้าใหม่ 8 แสนบัญชี” ฐากร กล่าว

ทั้งนี้ พอร์ตสินเชื่อของกรุงศรี คอนซูมเมอร์เป็นพอร์ตสินเชื่อสะสมมาตั้งแต่กลุ่มจีอี แคปปิตอล จากอเมริกา ยังถือหุ้นใหญ่อยู่ ต่อมาก็ขายพอร์ตให้กรุงศรีจึงโอนสินทรัพย์ทั้งหมดมาบริหาร ซึ่งเขาเริ่มทำงานที่จีอี และย้ายตามมาที่นี่ เป็นการทำงานที่เปลี่ยนวัฒนธรรมจากตะวันตกมาเป็นตะวันออก ซึ่งค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน

หากให้เปรียบเทียบวัฒนธรรมทำงานกับ 2 องค์กร ระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่นนั้น ฐากร เห็นว่า คนละแบบกัน อย่างญี่ปุ่น มีข้อดีคือการวางแผนงานที่จะต้องเก็บรายละเอียดให้ครบ แน่น วางแผนนาน แบบช้าแต่ชัวร์ ออกมาต้องไม่ผิดพลาด ในขณะที่ทางฝั่งอเมริกา การวางแผนงานไม่ลงรายละเอียด ตัดสินใจเร็ว ปรับเปลี่ยนแผนได้รวดเร็ว วัฒนธรรมของ 2 องค์กรมีดีต่างกัน เหมาะกับคาแรกเตอร์ของแต่ละคน

“ผมชอบทั้งสองแบบนะ ถือว่าได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา” ฐากร กล่าว

สำหรับงานที่ฐากรชอบที่สุดนั้น เขาบอกว่าไม่มีอะไรที่จะชอบมากเท่ากับการบริหารคน เพราะเป็นงานที่ยากและไม่มีจุดจบ และไม่มีอะไรที่ตายตัว เพราะอะไรที่ใช้บริหารคนนี้อาจจะนำไปใช้กับอีกคนไม่ได้

“สไตล์การบริหารของผม จะไม่ล้วงลูก ผมจะให้อำนาจในการตัดสินใจไปแล้ว จะไม่บีบบังคับเอาไอเดีย แต่ให้โอกาสไปคิดแล้วเอาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดมาเสนอ ถ้าทำได้แค่นี้ยังไม่พอก็จะให้เวลาไปทำต่อ คนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นลูกน้องต้องคิดมากกว่าและทำมากกว่าที่เจ้านายสั่ง 2 เท่า ต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมเมื่อได้รับมอบหมายงานไป” เขา กล่าว

ฐากร กล่าวว่า อาชีพนายแบงก์เป็นอาชีพที่สนุก เหนื่อย แต่มีเรื่องให้เรียนรู้ตลอดเวลา อนาคตของธุรกิจธนาคารจำเป็นต้องคุมค่าใช้จ่ายตลอดไป เพราะรายได้จะลดลงเรื่อยๆ สภาพการทำธุรกิจเปลี่ยนรายได้ดอกเบี้ย รายได้ค่าธรรมเนียมลดลงเรื่อยๆ จะอยู่ได้ต้องลดค่าใช้จ่าย และหาธุรกิจใหม่ๆ เพิ่ม คนที่นั่งเฉยๆ หรือปรับตัวช้า สุดท้ายก็จะแข่งขันไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท