
อยากพัฒนาประเทศ
หากใครได้อยู่ใกล้นายแบงก์อารมณ์ดีอย่าง ฐากร ปิยะพันธ์ จะรู้ว่าเขาเป็นคนไฮเปอร์ ไม่อยู่นิ่งจะคิดหรือทำอะไรตลอดเวลาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แถมยังทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนมีแหล่งกำเนิดพลังงานในตัวเอง ซึ่งฐากรยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไฮเปอร์ และเป็นคนโชคดีที่เมื่อเวลารู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ จะให้เวลารู้สึกแย่อยู่ 1-2 วัน ก็จะกลับมาฮึดทำงานต่อไป
หากใครได้อยู่ใกล้นายแบงก์อารมณ์ดีอย่าง ฐากร ปิยะพันธ์ จะรู้ว่าเขาเป็นคนไฮเปอร์ ไม่อยู่นิ่งจะคิดหรือทำอะไรตลอดเวลาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แถมยังทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนมีแหล่งกำเนิดพลังงานในตัวเอง ซึ่งฐากรยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไฮเปอร์ และเป็นคนโชคดีที่เมื่อเวลารู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ จะให้เวลารู้สึกแย่อยู่ 1-2 วัน ก็จะกลับมาฮึดทำงานต่อไป
“ผมคิดว่ายังขยันไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของคุณแม่ผม ท่านเป็นคนเก่งและขยันมากไม่เคยเห็นท่านอยู่เฉยๆ ท่านทำธุรกิจโรงพิมพ์ ทำร้านตัดเสื้อเป็นห้องเสื้อที่ดังมากในยุคนั้น ทำเป็นเรื่องเป็นราวเลยคิดว่าได้ความขยันมาจากคุณแม่ซึ่งเป็นไอดอลของผม” ฐากร กล่าว
แต่ความขยันซึ่งเป็นจุดแข็งก็กลายเป็นจุดอ่อน ซึ่งเขาบอกว่า ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ เรื่องไหนไม่รู้อยากรู้ก็จะต้องรู้ให้ได้ ซึ่งเป็นข้อเสียบางครั้งผมตัดสินใจเร็วเกินไป อยากทำนั่นทำนี่ไปหมดเลย อันนี้ก็ดี อันนี้ก็น่าทำ บางทีมันก็ไม่รู้จะทำไปทำไม
เรื่องการมาเป็นนายแบงก์ของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ก็มีที่มาที่น่าสนใจ
“ผมเรียนจบที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอเรียนจบก็ไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาไฟแนนซ์ที่อเมริกา ตอนนั้นปี 2539 ตอนนั้นผมอยากเป็นโบรกเกอร์ อยากเป็นมนุษย์ทองคำเพราะตลาดหุ้นบูมมาก เรียนจบกลับมาปี 2540 พอดีกับวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทไฟแนนซ์หายไป 56 แห่ง ไม่มีงานที่อยากทำแล้ว
ช่วงนั้นกลุ่มจีอีเข้ามาในตลาดไทย ผมรีบไปสมัครงานเลยเพราะผมชอบชื่อตำแหน่ง Black Belt คิดในใจว่าเวลายื่นนามบัตรให้ใคร คนจะต้องงง และก่อนที่จะคุยกับผมจะต้องถามว่า ตำแหน่งคุณทำอะไร เมื่อเขาถามก็เสร็จผม จะได้มีโอกาสอธิบายให้ฟังว่างานของผมเป็นยังไง” ฐากร กล่าว
ผมทำงานที่จีอีได้ประสบการณ์มากมาย ได้ย้ายงานไปหลายๆ แผนก ได้เรียนรู้ระบบงานทุกอย่างตั้งแต่ กฎหมายทวงหนี้ แผนกไอที มาร์เก็ตติ้ง รู้ทุกอย่างแถมยังรู้จักคนในองค์กรทั้งหมด ซึ่งมีประโยชน์มากเพราะต่อมาทางจีอีก็เข้าไปซื้อพอร์ตของบัตรเซ็นทรัลนำมาควบรวมเป็นธุรกิจบัตรเครดิต ไปซื้อพอร์ตลีสซิ่งรถยนต์มา ธุรกิจก็ใหญ่ขึ้นๆ จนต่อมาทางกรุงศรีซื้อพอร์ตของจีอีมาทั้งหมด ก็มาเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงศรีอยุธยา
“ตอนที่ได้มีการเลือกให้ผมขึ้นมาเป็นผู้บริหารกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ก็สงสัยว่าเขาเห็นอะไรในตัวผม นายบอกว่าเห็นผมว่าง (หัวเราะ) ผมรับงานมาก็ทำระบบอยู่ 1 ปี หลังจากนั้นก็ลงรายละเอียด ย้ายเข้าไปดูงานสินเชื่อบ้าน ดูไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นงานทุกวันนี้” ฐากร กล่าว
แม้จะทำงานมากมาย แต่ฐากรมีเวลาสำหรับการอ่านหนังสือเสมอ ซึ่งเขาจะอ่านหนังสือก่อนนอน หรือว่างก็อ่าน หรือไม่ก็คิดงานไปเรื่อยๆ สมองไม่เคยหยุดพัก
“ผมไม่ศึกษาธรรมมะ แต่ผมอ่านหนังสือมาก หนังสือก็เป็นปรัชญาอย่างหนึ่ง เวลาทำงานก็จะต้องมีทัศนคติกับงานที่ดีต้องคิดบวกเสมอ ไม่รู้จะคิดลบไปทำไม หลายครั้งการอ่านหนังสือก็จะช่วยให้ได้อะไรดีๆ กับชีวิต” ฐากร กล่าว
สำหรับคนที่ทำงานตลอดเวลาอย่างเขา ก็ยังแอบมีมุมส่วนตัวซึ่งเขาจะใช้เวลาช่วงตื่นนอนตอนเช้าวิ่งรอบหมู่บ้าน และเลี้ยงลูก 2 คน ทุกครั้งที่มีเวลาว่างจะต้องพาลูกๆ ไปร่วมกิจกรรมด้วยเสมอ และด้วยความชอบการบริหารคน ก็แอบเอาวิชามาใช้เลี้ยงลูกด้วย เช่น เวลาลูกขอเล่นเกม หรือขอให้ซื้อตุ๊กตาให้ ก็จะต้องแลกเปลี่ยนอ่านหนังสือก่อน เป็นต้น
นอกจากงานแล้ว สิ่งที่ฐากรใฝ่ฝันอยากจะทำมากที่สุดคือ อยากมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ อยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า เมื่อเร็วๆ นี้เขาจึงยื่นใบสมัครเป็นกรรมการพัฒนารัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลกำลังจะจัดตั้งขึ้น
“ผมเป็นคนชอบเห็นการเปลี่ยนแปลง และชอบแสดงความคิดเห็น ผมไปรับประทานอาหาร ก็จะเขียนความคิดเห็นเพื่อการปรับปรุงให้เสมอ ผมเคยส่งอีเมลไปถึง บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อแนะนำบางเรื่อง และก็ได้รับอีเมลตอบมา ซึ่งผมยังเก็บอีเมลนั้นไว้เป็นที่ระลึก” ฐากร กล่าว
แม้จะมีใจอยากพัฒนาประเทศ แต่ภารกิจเพื่อธนาคารของฐากรก็สำคัญมาก และเป็นอนาคตของธนาคาร เนื่องจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานเพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลาการทำงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาแข็งแกร่งและเป็นมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมดังที่ตั้งใจ







