
ทิ้งเรือแป๊ะลงเรือใบ
ไม่ว่าบทสรุปที่จะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่จะเอาคำถามพ่วงไปใส่นั้นจะออกมาอย่างไร อาจารย์ไชยันต์ ได้ตั้งถามกลับไปยังผู้มีอำนาจขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและ คสช. ว่า “เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดไว้อย่างไร จะเอาอะไร เป้าหมายประเทศคืออะไร หรือจะเป็นการปฏิรูป การปรองดอง ซึ่งทหารไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้วยตัวเอง”
ไม่ว่าบทสรุปที่จะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่จะเอาคำถามพ่วงไปใส่นั้นจะออกมาอย่างไร อาจารย์ไชยันต์ ได้ตั้งถามกลับไปยังผู้มีอำนาจขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและ คสช. ว่า “เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดไว้อย่างไร จะเอาอะไร เป้าหมายประเทศคืออะไร หรือจะเป็นการปฏิรูป การปรองดอง ซึ่งทหารไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้วยตัวเอง”
อาจารย์ไชยันต์ ยอมรับว่า แน่นอนว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา รัฐบาลและ คสช.เองไม่จำเป็นต้องเข้ามาบริหารเอง คุมอยู่ข้างนอกได้ หรือเป้าหมายเรื่องปรองดองที่ คสช. รัฐบาลแกล้งเป็นตาอยู่ให้การเมืองจูบปากกันเอง แต่ถ้าจูบไม่ได้ ค่อยเข้ามา ต้องทำงานแบบวางแผน วางเส้นทาง ต้องการอะไร ต้องลงทุนอะไร แล้วทำอะไร ถ้าจะปล่อยให้คนรอบข้างมาทำ มาพยายามปูทาง มันก็แย่
ไชยันต์ มองว่า ถ้า 2 พรรคจูบปากกันได้ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ประเทศชาติสงบ นี่คือเป้าหมาย และถ้าเป้าหมายที่ต้องการมีอำนาจแล้วประเทศสุ่มเสี่ยงจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป้าหมายเหมือนที่เคยอ้างว่ามีโรดแมป มีขั้นตอน ปรองดอง ให้ในหลวงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เหมือนที่ลงท้ายประกาศ คสช.ฉบับที่ 1 เพราะหากจำได้ก่อน 22 พ.ค. ถูกบีบมากกับมาตรา 7 วันนี้ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลคือ ปรองดอง ถ้าปรองดองกันได้มันจะแก้อะไรไม่ยาก ประเด็นเบื้องสูงหรือประเด็นอะไรที่จะให้เป็นความขัดแย้งก็จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา
“ตอนนี้เรือแป๊ะมาได้ครึ่งทาง ตาม sea map แล้ว และกำลังเปลี่ยนจากเรือแป๊ะมาลงเรือใบ ผมอยากจะฝากถึงขบวนการเรือแป๊ะ ด้วยกาพย์ยานี ‘ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง’”
อาจารย์ไชยันต์ สำทับภาพในอนาคตว่า วันนี้ถ้ายังไม่รู้ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาไม้ไหน แต่เชื่อว่าคนอย่างอาจารย์วิษณุ เครืองาม แก้ได้หมด แต่ถ้าเรารู้ว่าจะเกิดอะไรเราจะดักทางได้ เพราะคนที่ไปการับคำถามพ่วง ไม่เคยคิดเลยว่าตั้งรัฐบาลโดย สว.ช่วยตั้งมันง่าย แต่เวลาล้ม สว.ช่วยอะไรไม่ได้ ตรงนี้ไม่ได้คิดเลย
อย่างไรก็ดี วันนี้กระแสรับรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงไม่ได้ดูอะไร คิดแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จะเอาใครไม่เอาใคร รังเกียจใครเท่านั้นเอง ตอนนี้ไม่แน่ประชาชนที่รับคำถามพ่วงพอฟังเหตุผล หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจจะไม่สนับสนุนแล้วก็ได้ แต่ทำอะไรไม่ได้ แต่ทหารต้องเล่นเป็นคือไม่เอาพวกนี้นะ
“เรื่องของตัวนายกฯ วันนี้จะไปบอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เป็นก็ไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งในสภามันเดินไม่ได้ ประชาชนจะเรียกร้องเอง แล้วจะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการทำงานที่มาจากประชาชนสนับสนุนเขาจะสามารถคุมรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ใช่ไปสร้างเงื่อนไขตั้งแต่ตอนนี้ รอจังหวะให้คุณมาเป็นอัศวินม้าขาวดีกว่า ต้องกล้าปล่อยให้พรรคการเมืองกล้าเล่น และวันนี้คนที่เหมาจะเป็นนายกฯ มีเยอะ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมานั้นจะต้องให้ทหารแบ็กอัพ เพราะถ้าทหารไม่แบ็กอัพก็จะอยู่ไม่ได้”
อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ถ้านายกฯ มาจากพรรค 2 พรรคใหญ่ สุดท้ายก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของทหารในรูปของ สว.250 คน นอกเสียจากว่าพรรคการเมืองจะสามารถดำรงคงอยู่ในสูตรตู้ปลาของเสียง 500 คน ปลาจำนวนนี้จัดพื้นที่ของมันเองได้ เท่ากับว่าบ้านเมืองเข้าสู่ระบบปกติแล้วซึ่งเกิดยาก แต่ถ้าเกิดได้นั่นคือความสำเร็จ คสช. คือนักการเมืองกลับมาทำงานได้ตามปกติไม่ได้จะฆ่ากัน หรือจะเอากันให้ตาย แปลว่าการคลายรัฐธรรมนูญก็จะคลายได้เร็ว เช่น โปรตุเกส ตุรกี หลังจากรัฐประหาร ทหารก็ออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรของตนเองเข้ามาคุม โดยใช้เวลา 5 ปี พออยู่ตัวนิ่งแล้วการเมืองอยู่ได้ก็ค่อยๆ นิ่งแล้วแก้รัฐธรรมนูญประชาชนก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าของเราการเมืองอยู่ด้วยกันได้เร็ว ก็แก้รัฐธรรมนูญได้เร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปาฏิหาริย์มีอยู่จริงในประเทศไทยเสมอ ถ้าพรรคการเมืองไม่จูบปากกันก็จะตายทั้งคู่ก็ได้ จะอีกกี่ปีก็ไม่รู้
ส่วนพรรคการเมืองที่กลัวว่ากองเชียร์จะโกรธ อาจจะไม่โกรธก็ได้เพราะเขาไม่ต้องตีกัน และลึกๆ ประชาชนน่าจะแฮปปี้ แต่ในเงื่อนไขการจูบปากต้องไม่ใช่เรื่อง “นิรโทษกรรม” ไม่เช่นนั้น คสช.จะผิดตั้งแต่ต้น







