
สถานการณ์น้ำสุโขทัย-พิษณุโลกพ้นจุดเสี่ยงวิกฤตแล้ว
สุโขทัย - ชลประทานระบุสถานการณ์น้ำหลากที่สุโขทัย-พิษณุโลกพ้นจุดเสี่ยงวิกฤตแล้ว ยังไม่พบพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วม
สุโขทัย - ชลประทานระบุสถานการณ์น้ำหลากที่สุโขทัย-พิษณุโลกพ้นจุดเสี่ยงวิกฤตแล้ว ยังไม่พบพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์มวลน้ำจากภาคเหนือที่ไหลจากจังหวัดสุโขทัย เข้า จังหวัดพิษณุโลก ตามแม่น้ำยมสายเก่าและสายใหม่ โดยหลังจากเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมามวลน้ำกว่า 130 ลบ.ม.ต่อวินาที ได้ไหลเข้าสู่ในพื้นที่ 3 ตำบลในพื้นที่ อ.พรหมพิราม โดยเฉพาะ ต.ท่าช้าง ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนเอ่อล้นริมตลิ่งแม่น้ำยม เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งกว่าสิบหลัง ล่าสุดเช้าวันนี้ปริมาณน้ำได้ลดลงแล้วประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งมวลน้ำที่เหลือได้ไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แล้ว โดยเฉพาะที่บริเวณประตูระบายน้ำบางแก้ว หมู่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำจ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำยมสายเก่า และสายใหม่ ก่อนที่จะรวมตัวเดินทางเข้าสู่จังหวัดพิจิตร ซึ่งบริเวณฝายประตูระบายน้ำบางแก้วได้เพิ่มระดับกว่า 1 เมตร แต่ก็ยังสามารถรองรับน้ำได้อยู่อีกกว่า 3 เมตร
นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานยม-น่าน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำหลากที่ จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก ถือว่าพ้นจุดเสี่ยงวิกฤตแล้ว ซึ่งมวลน้ำที่เข้ามาใน จ.พิษณุโลก จำนวนประมาณ 150-180 ลบ.ม.ต่อวินาทีนั้น ได้ลดระดับลงตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมาทำให้น้ำในแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลผ่าน อ.พรหมพิราม ไม่น่าจะเป็นห่วง ไม่มีรายงานความเสียหายน้ำเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรแต่อย่างใดโดยมวลน้ำ ได้ไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.บางระกำแล้ว และส่วนหนึ่งเข้าสู่คูคลองธรรมชาติ จำนวนกว่า 60 ลบ.ม.ซึ่งถือว่าเป็นน้ำที่ไหลผ่านไม่น่าทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังพร่องน้ำช่วยเหลือไปจนกว่าสถานการณ์น้ำเข้าสู่ภาวะปกติ โดยที่ทางชลประทาน ยังไม่มีการกักเก็บน้ำก้อนนี้แต่อย่างใด เนื่องจากว่าในเดือนก.ย.และต.ค.นี้ จะมีน้ำอีกระลอกเข้ามายังพื้นที่ทั้ง จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลกอีก ซึ่งอาจทำให้มีปริมาณน้ำที่มากขึ้นได้ โดยมวลน้ำก้อนปัจจุบันนี้ คาดว่าจะเดินทางผ่าน อ.บางระกำ เข้าสู่จังหวัดพิจิตรต่อไป







