
ยธ.ตั้ง5หน่วยงานสร้างความเชื่อมั่นสังคมก่อนปล่อยนักโทษ
ยุติธรรมเตรียมปล่อยนักโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษกลุ่มแรก 7,780 คนตั้ง 5 หน่วยงานร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม
ยุติธรรมเตรียมปล่อยนักโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษกลุ่มแรก 7,780 คนตั้ง 5 หน่วยงานร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ 2559 เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิ.ย. 2559 และโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จากกรณีมี พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2559 นั้น ทางกรมราชทัณฑ์ได้รายงานให้ตนทราบว่ามีผู้ต้องขังประมาณ 200,000 คน ที่จะได้รับการลดวันลงโทษ และได้รับการปล่อยตัวในกรณีพิเศษ ซึ่งการปล่อยตัวกรณีพิเศษในกลุ่มแรก ทางกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงมาแล้วว่า เป็นเยาวชน ผู้พิการ ป่วยเรื้อรัง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต และคดีเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับสตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราพิจารณาตามหลักเกณฑ์แล้วไม่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 7,780 คน ที่จะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ได้รับการลดวันลงโทษทั้งระบบ โดยแยกเป็นส่วน คือ 1.เมื่อได้ลดวันลงโทษแล้ว โทษที่เหลืออยู่น้อยกว่า หรือเท่าหนึ่ง ก็ปล่อยตัวพ้นเรือนจำไป 2.ลดวันลงโทษแล้ว เป็นกลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์การพักโทษ ก็จะเข้าคณะกรรมการการพักโทษอีกครั้งหนึ่ง และ 3.ลดวันลงโทษแล้ว แต่ยังต้องจำคุกต่อไป เพราะยังมีโทษเหลืออยู่ และไม่เข้าเกณฑ์การพักโทษ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาบูรณาการร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การพักโทษผู้ต้องขังมีการดำเนินการมาโดยตลอด ไม่ได้มีเฉพาะที่มีการพระราชกฤษฎีกา และที่ผ่านมาก็เคยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบ้างแล้ว ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากการประชุมร่วมกันในวันนี้ จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ ก่อนจะมีการจัดระบบการทำงานต่อไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะแบ่งหน้าที่กันไป โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นศูนย์กลาง แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง กรมราชทัณฑ์จะมีหน้าที่ประสานกับส่วนกลางของกระทรวงต่างๆ และระดับภูมิภาค ตนจะขออนุญาตให้ครม.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคอยดูแลในเรื่องนี้ และรายงานมายังกระทรวงยุติธรรมต่อไป
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า พม. ได้เสนอโครงการในที่ประชุมในวันนี้ชื่อ "โครงการประชารัฐห่วงใยไม่ทอดทิ้งกัน" ก็จะเป็นโครงการที่ถาวรและจะเสนอมติที่ประชุมและเสนอชื่อโครงการให้ ครม.ในวันที่ 23 ส.ค.นี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราทำงานกันอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เช่น พม. ก็มีเรื่องเบี้ยชรา ซึ่งเราก็จะส่งไปให้เขาดำเนินการ ส่วน มท. ก็อาจจะดูแลเรื่องบัตรประชาชน หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้อง และสธ.ก็ดูในเรื่องของการควบคุมโรคเป็นต้น จึงอยากเรียนประชาชนที่มีความห่วงใยว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นอันตรายต่อสังคมหรือไม่ อย่างเรียนว่าทางรัฐบาลก็มีความห่วงใยต่อประชาชนทุกคนเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งอยากให้มองในแง่บวกคือให้โอกาสคนพวกนี้ในสังคมด้วย
ด้าน ตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในระดับภูมิภาค ทางเราได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้า และมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเป็นเลขานุการ เมื่อทางส่วนกลางส่งรายชื่อไปก็จะมีการกระจายไปในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าไปดูแลได้อย่างเป็นระบบ ก่อนจะรายงานกลับมายังกระทรวงยุติธรรมต่อไป
ด้าน ตัวแทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สำหรับโครงการประชารัฐร่วมใจห่วงใยไม่ทิ้งกันที่เราได้เสนอไปนั้น จะเป็นโครงการที่ไม่อยากให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับไปกระทำผิดอีก จึงถือให้ผู้พ้นโทษเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ และเมื่อทางเราได้ชื่อมาแล้ว ก็จะลงไปเยี่ยมเยือนว่าได้รับสิทธิบริการอะไรครบแล้วหรือไม่ หากอะไรที่เราได้รับและไม่เกี่ยวข้องกับทางพม. เมื่อถึงเวลาประชุมคณะทำงานเราก็จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการปล่อยตัวผู้ต้องขังกลุ่มแรกได้เมื่อไร พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หลังจากมีมติจากที่ประชุม ครม. แล้วเราก็จะดำเนินการทันที และการปล่อยตัวผู้ต้องขังนั้น เราก็จะดำเนินการปล่อยเป็นระลอก ซึ่งเราได้เตรียมการไว้แล้ว ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ต้องขัง 7,780 คน ทางกระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ได้มีการปล่อยตัวไปบ้างแล้วประมาณ 3,000 คน เนื่องจากตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวและกลับมากระทำผิดซ้ำอีกจนสามารถถูกจับกุมดำเนินคดีได้ ตามกฎหมายแล้วคนกลุ่มนี้จะถูกเพิ่มโทษ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมายแล้ว โดยจะไม่มีการพักการลงโทษ ลดวันต้องโทษ และจะได้รับการจัดชั้นนักโทษเป็นชั้นเลวมาก
ถามต่อว่า ผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียงในสังคมมีใครบ้างที่เข้าหลักเกณฑ์ตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับนี้และได้รับการปล่อยตัวเลยหรือไม่ หรือได้ลดวันต้องโทษหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า คงไม่มีใครได้รับการปล่อยตัวย แต่มีคนที่ได้รับสิทธิลดวันต้องโทษ ส่วนกรณีของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ผู้ต้องขังคดีทุจริตการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการนั้น หากเขาได้รับสิทธิก็ต้องได้ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 4-5 เดือน ซึ่งถ้าเขาได้รับสิทธิก็จะเหลือโทษเพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งก็คงได้รับการพักโทษต่อไป โดยจะต้องนำชื่อเข้าคณะกรรมการพักโทษอีกครั้ง ซึ่งจะได้พักโทษหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพักโทษต่อไป
ถามด้วยว่าคดีข่มขืนจะได้รับสิทธิตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับนี้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า คดีข่มขืนถ้าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อสังคมหรือการฆ่ากันเราไม่ให้อยู่แล้ว ซึ่งเราเสนอให้เป็นมาตรการอภัยโทษด้วย แต่การข่มขืนเช่นผัวข่มขืนเมียท่านจะให้เขาหรือไม่ หรือคดีเล็กๆน้อยๆ คดีลหุโทษที่อ่านคำพิพากษาแล้ว ซึ่งคนพวกนี้เราก็ต้องให้โอกาสทางสังคมแก่เขา ซึ่งเราก็ต้องแยกไป อย่าแยกว่าเป็นคดีข่มขืนและเราจะไม่ให้เลยซึ่งมันไม่ใช่ แต่ข่มขืนที่ทำให้มีบาดแผลทางสังคมตนไม่ให้อยู่แล้ว อีกทั้ง ตนเคยพูดแล้วว่าใครที่สร้างบาดแผลให้สังคมก็ไม่ควรได้รับสิทธิพักโทษทุกอย่าง จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจ
ถามถึงกรณีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจากการพระราชทานอภัยโทษและไปงานเลี้ยงสังสรรค์ตั้งวงเสพยาเสพติด ซึ่งเหตุเกิดที่จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าถูกจับก็มีโทษเพิ่มขึ้นตามกฎหมาย







