posttoday
ปมคำถามพ่วง เปราะบางเสี่ยงซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ

ปมคำถามพ่วง เปราะบางเสี่ยงซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ

19 สิงหาคม 2559

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ชัดเจนกับคำถามพ่วงประกอบร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ สว.ชุดแรกที่จะเข้ามาร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี

หลังจากประชาชนกว่า 15 ล้านคน ​หรือ 58.07% เห็นด้วยกับคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ตามเนื้อหาของคำถามพ่วงกำหนดให้ สว.ร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้ให้มีส่วนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ สะท้อนได้จากก่อนลงประชามติ ​ทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ ออกมาให้ความเห็นเรื่องการให้ สว.ร่วมกับ สส.เลือกนายกฯ ไม่รวมการเสนอชื่อ ซึ่งยังคงเป็นบทบาทของ สส.​

อย่างไรก็ตาม ​หลังคำถามพ่วงผ่านประชามติ มีความพยายามตีความอย่างกว้างให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ถ้าตีความอย่างเคร่งครัดก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจบอกว่าขัดเจตนารมณ์คำถามพ่วง แต่ถ้าตีความอย่างกว้างก็มีความเป็นไปได้ ขึ้นกับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างไร

ยุทธพร ระบุว่า สิ่งที่จะเกิดตามมาหากเปิดให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ คือโอกาสที่จะมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส.หรือที่เรียกว่านายกรัฐมนตรีคนนอก ก็เป็นไปได้สูง เพราะกลไกการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้น โอกาสที่พรรคการเมืองใหญ่จะได้เสียงข้างมากแทบเป็นไปได้ยาก ดังนั้นพรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือพรรค สว​.​นั่นเอง ซึ่งจะมีส่วนกำหนดทิศทางบ้านเมืองและกำหนดตัวผู้นำ ตัวรัฐมนตรีได้เพราะมีเอกภาพสูง 250 คน มาจากการสรรหาโดย คสช.

“หากให้ สว.เสนอชื่อได้ ก็ต้องมีการค้านตามมาแน่นอน เพราะก่อนประชามติมีกระแสมองเรื่องการเซ็นเช็คเปล่า หรือให้ใบเบิกทาง กรธ.​หรือเปล่า หากจริงขึ้นมาคนก็คัดค้านไม่น้อย ​อาจเกิดปมขัดแย้งทางการเมืองหลังเลือกตั้ง เพราะเหตุการณ์ พฤษภา 35 หรือพฤษภาทมิฬก็มาจากเรื่องการมีนายกฯ คนนอก ​เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการตั้งพรรค คสช.​มีหรือไม่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้อำนาจองค์กรอิสระมากไปไหม หนุนด้วยก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะแค่ประเด็นเดียวก็เคยทำให้เกิดพฤษภา 35 มาแล้ว” ​

ยุทธพร กล่าวว่า วันนี้​คนชั้นกลางแบ่งออกเป็นสองส่วนไม่เหมือนปี 2535 ที่เป็นเรื่องประชาชนกับกองทัพชัดเจน แต่วันนี้คนชั้นกลางส่วนหนึ่งเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นทางออก แต่อีกส่วนเห็นว่ารัฐประหารเผด็จการเป็นทางออก แต่สองส่วนที่ขัดแย้งกันก็มีโอกาสที่จะรวมกันได้ เพราะก่อนลงประชามติบางคนที่เป็น กปปส.ก็ออกมาไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญลงไม่เห็นด้วยกับประชามติ ดังนั้นความเห็นที่ขัดแย้งกันมา10 ปีก็ไม่มีหลักประกันว่าจะกลับมารวมกันไม่ได้

“การที่จะยุติปัญหาไม่ให้บานปลายก็คือการตีความเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญว่าประชาชนลงประชามติอย่างไร ​เจตนารมณ์เป็นอย่างไร ​เพราะก่อนหน้านี้มีมีข้อวิจารณ์ เรื่องเซ็นเช็คเปล่ามาแล้ว” ยุทธพร กล่าว

ด้าน กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นว่า สว.จะสามารถเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่นั้นต้องหาจุดสมดุล เป็นเรื่องที่คนที่มีอำนาจทั้ง กรธ.​ สนช.ก็ต้องพิจารณา รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความ ทุกคนอยากเปลี่ยนแปลงตามความต้องการ แต่เราก็ต้องคำนึง เอาใจเขามาใส่ใจเรา กรธ.ก็ต้องคิดไปข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นปมนำไปสู่ความขัดแย้ง

“ทุกเรื่องเสี่ยงทั้งนั้นเพียงแต่ผู้ที่เป็นนักปกครองที่ดีต้องอ่านใจสังคมออก พารัฐนาวา ผ่านช่องแคบ สันดอนหินโสโครกไปได้ ต้องนำร่องอย่างดีไม่งั้นพาเรือไปอับปางต้องถูกตำหนิ ตัวเนื้อหาคำถามพ่วง เปิดให้ สว.มี​ส่วนพิจารณา ต้องพิจารณาให้รอบคอบใช้ความหมายใดความหมายหนึ่งคำนึงส่วนได้ส่วนเสียเรื่องอื่นด้วย”

กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าตั้งธงไว้อย่างไร แต่อยู่ที่เหตุผล หลักการ คำว่ามีส่วนร่วมกันพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น จะริเริ่มเสนอชื่อได้หรือไม่ก็เป็นความเห็นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากร่วมกันและให้ สว.ริเริ่มได้ ริเริ่มได้หมายถึงว่ากรณีอื่นที่มีการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนริเริ่มได้เหมือนกัน ทั้งเรื่องสิทธิชุมชน หรือร่วมกันจัดทรัพยากร ประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมก็ต้องเป็นผู้ริเริ่มได้ ในฐานะผู้รับผิดชอบต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า หากให้ สว.มีส่วนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะเป็นการตีความคำถามพ่วงไม่ตรงตามอักษรที่ถามไว้ในประชามติ ​และส่วนตัวไม่เห็นด้วย ดังนั้นชื่อนายกรัฐมนตรีที่ควรจะต้องตีความตามตัวอักษร คือนายกรัฐมนตรีต้องเป็นชื่อที่ถูกเสนอโดยพรรคการเมืองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ​พรรคการเมืองไม่ได้ผูกมัดว่าต้องเป็นชื่อที่มาจาก สส.เท่านั้น แต่สามารถเสนอชื่อใครก็ได้ ดังนั้นโดยเนื้อหารัฐธรรมนูญไม่ได้ปิดกั้นนายกรัฐมนตรีคนนอกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกต้องได้รับความเห็นชอบเบื้องต้น และถูกเสนอชื่อโดยพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งคิดว่าจำเป็นที่จะต้องยึดโยงประชาชนเอาไว้ในกระบวนการได้มานายกรัฐมนตรีผ่านพรรคการเมืองแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะใส่คำถามพ่วงเข้าไป ต้องยึดตามตัวอักษรและความหมายของคำถามพ่วง นั่นคือให้ สว.เป็นผู้โหวตร่วมเท่านั้น เดิมตามมาตรา 272 เป็นการให้ สว.ปลดล็อกให้ สส.ที่เสนอชื่อคนนอกที่เหนือจาก 3 ชื่อที่เสนอไปตอนเลือกตั้งเท่านั้น และตามเนื้อหา สว.ไม่มีสิทธิโหวตด้วยซ้ำไป แต่เราอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า คำถามพ่วงผ่าน ดังนั้นเมื่อคำถามพ่วงผ่าน สว.มีสิทธิโหวต แต่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท