posttoday
ข้อสังเกตหลังประชามติ

ข้อสังเกตหลังประชามติ

19 สิงหาคม 2559

แม้การลงประชามติจะผ่านไปด้วยผลที่ว่าคนที่ออกไปใช้สิทธิลงประชามติส่วนใหญ่รับทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

แม้การลงประชามติจะผ่านไปด้วยผลที่ว่าคนที่ออกไปใช้สิทธิลงประชามติส่วนใหญ่รับทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง และหลายคนได้เบนความสนใจจากตัวร่างรัฐธรรมนูญไปสู่การเดินตามโรดแมปและการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ผลของการลงมติและการใช้สิทธิออกเสียงการลงประชามติก็ได้ทำให้เกิดข้อสังเกตบางประการ
ที่อยากจะกล่าวถึง 

ข้อสังเกตที่ 1 จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติจำนวนร้อยละ 59.40 ที่แม้จะมากกว่าตอนออกเสียงประชามติในครั้งก่อนหน้าในปี 2550 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของการออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งย้อนหลังสิบปีที่ผ่านมาที่มีค่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 ของผู้มีสิทธิออกเสียงแล้วทำให้เกิดการสังเกตและตั้งคำถามว่าเป็นสัญญาณของการเบื่อการเมืองของคนไทยหรือไม่

คำตอบที่ได้คือ ไม่ใช่เสียทั้งหมด

ซึ่งข้ออธิบายแรกสำหรับค่าสถิติการออกไปใช้สิทธิในครั้งนี้ คือ เพราะการลงประชามติขาดมุมของการแข่งขันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการออกเสียง หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งคือไม่มีการแข่งขันในการออกไปทำให้คนออกไปใช้สิทธิเพื่อฝ่ายของตัวเอง จึงทำให้จำนวนผู้ที่มีสิทธิแล้วไม่ได้ออกไปใช้สิทธิเพราะขาดแรงจูงใจส่วนตัวหรือแรงกระตุ้นจากนักการเมืองเพิ่มขึ้น หมายความว่าผู้มีสิทธิบางคนที่เคยออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งเพราะถูกกระตุ้น ครั้งนี้ขาดแรงกระตุ้นเลยทำให้ไม่ได้ออกไปใช้สิทธิ

เช่นนี้แล้ว ข้ออธิบายแรกนี้คือส่วนของการบอกว่าไม่ใช่เรื่องของการเบื่อการเมือง แต่เป็นเรื่องของความแตกต่างในบริบทของการที่จะออกไปใช้สิทธิ

แต่สำหรับคำอธิบายที่สอง การให้นิยามของอาการเบื่อการเมืองอย่างหนึ่งก็สามารถนำมาใช้อธิบายค่าที่น้อยกว่าของการออกไปใช้สิทธิในการลงประชามติกับการไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปได้

ในการอธิบายอาการของการเบื่อการเมืองนั้นมีคำอธิบายหนึ่งว่าเกิดจากการที่ประชาชนไม่ได้เห็นประโยชน์ของการออกไปมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงหยุดที่จะไปมีส่วนร่วมเสียเฉยๆ

หากใช้คำอธิบายอาการเบื่อการเมืองมาใช้ในการออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติครั้งนี้ก็จะเป็นทำนองที่ว่า เพราะการมองความเป็นไปทางการเมืองหลังวันออกเสียงประชามติของผู้ที่มีสิทธิอาจมองว่าไม่น่าจะมีความแตกต่างกับช่วงก่อนหน้า เพราะข้อมูลในช่วงของการรณรงค์ที่มีออกมาว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรการเดินตามโรดแมป ก็ยังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้หลายคนขาดแรงจูงใจที่จะออกไปใช้สิทธิ

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคำอธิบายต่อการออกไปใช้สิทธิลงประชามติที่น้อยกว่าการออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ก็สะท้อนให้เห็นว่าการให้ความสนใจคนที่มีสิทธิต่อการลงประชามตินั้นมีน้อย ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพูดคุยกัน เพราะหลายคนอาจจะคิดว่าการออกเสียงในการทำประชามตินั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หรือเพราะการมองการมีส่วนได้ส่วนเสียของการทำประชามตินั้นอาจจะน้อยกว่าการเลือกตั้ง ทำให้ความสนใจที่มีไม่เท่ากับการเลือกตั้ง

แต่นับจากนี้ไป คนไทยอาจต้องปรับทัศนคติที่มีต่อการออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติเสียใหม่ เพราะต่อไปการออกเสียงในหลายๆ เรื่องทั้งเรื่องใหญ่หรือเล็กในทางการเมืองจะถูกนำมาถามประชาชนโดยตรง โดยจะข้ามกระบวนการของผู้แทนประชาชนหรือ สส.เพิ่มขึ้น

ซึ่งจริงๆ แล้ว กลไกการถามตรงไปที่ประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย เพราะก่อนหน้านี้ กระบวนการของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นก็เป็นกลไกของประชาธิปไตยทางตรงเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นในมาตราที่ 166 ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติก็ได้เรื่องของการลงประชามติเมื่อมีเหตุอันควรเอาไว้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น หากคนไทยยังคงไม่มองว่าการไปออกเสียงแบบทางตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับการออกเสียงในการเลือกตั้ง อาจทำให้กลไกของการใช้สิทธิแบบประชาธิปไตยทางตรงที่ออกแบบไว้ไม่ก่อให้เกิดผลอย่างที่ได้คาดไว้

ข้อสังเกตที่ 2 ผู้ที่ออกไปใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ไม่ควรจะหยุดความสนใจที่จะติดตามกระบวนการของร่างรัฐธรรมนูญไว้แค่ที่คูหาเลือกตั้ง

เพราะหลังจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลก็จะเกิดขึ้น การเริ่มของการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับก็จะเกิดขึ้น ความสนใจต่อกระบวนการเหล่านี้ควรจะดำเนินต่อไป ซึ่งเนื้อหาที่จะแก้ในบทเฉพาะกาลที่เป็นผลมาจากคำถามพ่วงจะมีผลอย่างมากต่อกระบวนการบริหารประเทศต่อจากนี้ การทำความเข้าใจต่อเนื้อหาที่จะถูกบัญญัติลงไปจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะละเลย

ที่สำคัญ แม้ทุกคนจะเบนความสนใจไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป แต่ก็ไม่ควรจะลืมว่าการจะมีการเลือกตั้งได้นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 4 ฉบับจาก 10 ฉบับก็ต้องถูกเขียนขึ้นมาก่อน การให้ความสนใจต่อคนที่จะมาร่วมร่าง มาให้ข้อมูล ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าประชาชนจะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกตัดขาดจากกระบวนการต่อจากนี้ไป

ข้อสังเกตสุดท้าย แม้การออกเสียงประชามติจะเสร็จสิ้นลงไป และผลของการออกเสียงก็ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องทำให้จบวงจรของการออกเสียงประชามติก็คือ การสร้างกระบวนการรับฟังเสียงข้างน้อยจากการออกเสียงประชามติ

เพราะในการออกเสียงไม่ว่าจะเป็นการลงประชามติหรือการเลือกตั้ง ก่อน 8 โมงเช้าของวันเลือกตั้งสถานะของผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นไม่ต่างกัน นั่นคือ เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง แต่เมื่อปิดหีบหลัง 4 โมงเย็นและมีการนับคะแนนเสร็จสิ้น คนที่มีสถานะเหมือนกันตอนก่อน 8 โมงเช้านั้นจะต่างกัน จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สมหวังกับการเลือกของตนเองและอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สมหวัง

กระบวนการที่จะต้องเกิดขึ้นหลังการนับคะแนนโดยเฉพาะกับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้คือ การกลับมาหาช่องทางที่จะรับรู้ รับทราบและทำความเข้าใจกับเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ได้ลงประชามติไป เพราะการนำเสียงที่เห็นต่างนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองที่ผู้มีอำนาจในประเทศยังคงต้องให้ความสำคัญอยู่

ที่สำคัญ การที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการประชามตินี้เป็นฉบับที่บอกว่าจะนำพาไปสู่การปฏิรูป การปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น ควรเป็นการปฏิรูปที่นำพาคนทุกส่วนไปพร้อมๆ กัน การปฏิรูปที่ไม่ได้นำความเห็นของคนที่เห็นต่างหรือละทิ้งไว้น่าจะทำให้การเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท