
เดินเกมใหม่
เมื่อวานนี้ อองซานซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา หรือตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการก็คือ ผู้นำเมียนมาที่แท้จริง ได้เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของทางการจีนแล้ว และนับเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียนชาติแรกที่ซูจีเลือกเดินทางไปเยือน
เมื่อวานนี้ อองซานซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา หรือตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการก็คือ ผู้นำเมียนมาที่แท้จริง ได้เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของทางการจีนแล้ว และนับเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียนชาติแรกที่ซูจีเลือกเดินทางไปเยือน
นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่า แม้รัฐบาลใหม่ของเมียนมาจะเอนเอียงไปยังฟากพันธมิตรใหม่ๆ ทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่กำลังเข้ามาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศ แต่เมียนมาเองก็ยังต้องรักษาความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับจีนที่มีมาตั้งแต่ยุครัฐบาลทหารเอาไว้ และต้องการฟื้นสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นกับจีนใหม่อีกครั้ง
นับตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา จีนถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเมียนมา โดยมีมูลค่าการค้าถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของเมียนมา และแม้ว่าความสัมพันธ์จะเริ่มง่อนแง่นลงตั้งแต่ปลายยุครัฐบาลทหาร แต่จีนก็ยังคงเป็นนักลงทุนรายใหญ่โดยมีสัดส่วนถึงเกือบ 70%
ในอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การที่มีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางถึงกว่า 22 กิโลเมตร ทำให้จีนเป็นผู้เล่นสำคัญในปัญหาชนกลุ่มน้อยของเมียนมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มว้าแดงที่ขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด ไปจนถึงปัญหาชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนืออย่างรัฐฉานและกะฉิ่น ไม่ว่าจะเรื่องของความมั่นคงทางพรมแดนหรือเรื่องการค้าอาวุธ
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งจีนเองนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีไม่น้อยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ค. รัฐบาลจีนเพิ่งเชิญสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่รัฐบาล และสมาชิกรัฐสภาในเมียนมาถึงกว่า 100 คน ไปเยือนจีนเป็นคณะใหญ่ เพื่อรับฟังความเห็นของเมียนมาในยุคของรัฐบาลใหม่ โดยสารที่ต้องการสื่อก็คือ จีนรับรู้ว่าเมียนมาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และทัศนคติของจีนก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน
จากเดิมที่ไม่เคยมองเห็นพรรคแอลดีพีอยู่ในสายตา เพราะสามารถพูดคุยเจรจาได้โดยตรงกับรัฐบาลทหารมาตลอดหลายสิบปี และทำให้การลงทุนโครงการต่างๆ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสียงของประชาชนคนในพื้นที่มากนัก มาวันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป และทำให้จีนจำเป็นต้องปรับมุมมองและสถานะการคุยกับเมียนมาต่างไปจากเดิม นักลงทุนจีนเองเคยระบุก่อนหน้านี้ว่า สิ่งที่จีนจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนในเมียนมาก็คือการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตัวเอง
ประเด็นหลักที่เป็นบททดสอบสำคัญต่อเมียนมาในครั้งนี้อยู่ที่เขื่อนมิตโสน หรือโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาด 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ในรัฐกะฉิ่น ที่จีนเป็นผู้ออกเงินรายใหญ่ แต่กลับเป็นโครงการที่มีแนวโน้มสร้างปัญหามากมาย ตั้งแต่ความเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่ การเปลี่ยนทิศทางของแม่น้ำอิรวดี และการต้องส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ถึง 90% ไปให้จีน ทำให้ถูกคัดค้านอย่างมากจนรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่งต้องระงับโครงการไปเมื่อปี 2011
เป็นที่คาดว่าซูจีอาจพอมีทางเลี่ยงต่อแรงกดดันให้ฟื้นโครงการของจีน โดยโยนไปที่การรอผลการพิจารณาจากคณะกรรมการประเมินข้อเสนอบริเวณลุ่มน้ำอิรวดีที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ และหันไปขยายความร่วมมือกับจีนในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น ขณะที่จีนเองก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่เริ่มต้นคุยกันใหม่ และปรับภาพลักษณ์ที่มักถูกกล่าวหาว่าชอบใช้ความเป็นประเทศใหญ่ที่มีเงินหนาบีบประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอดเช่นกัน







