
พลัง SMEs มีดี ไม่ต้องไปเกาะใคร
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ขอพาออกนอกประเทศใกล้ๆ หน่อย ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปร่วมงานแสดงสินค้าไทย-เวียดนาม ที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยและเวียดนามร่วมกันแสดงสินค้าไทย ทราบจากผู้จัดงานเป็นเอกชนดำเนินการกันเอง ผู้ไปออกงานรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ค่าที่พัก ค่าจัดส่งสินค้าเอง และทั้งหมดมีไม่มากไม่น้อย 400 บูธ เต็ม 1 สนามฟุตบอลพอดี ราชการไทย ราชการเวียดนามเกี่ยวข้องน้อยมาก ผู้จัดประสานงานผ่านสมาคมการค้ากันเอง และทำแบบนี้มา 3 ปีแล้วในแถบประเทศ CLMV ไม่มีอะไรหรูหรา บูธแบกับดิน ไม่มีห้องแอร์ ได้ยินเสียงบ่นจากฝ่ายราชการบางส่วนโดยบังเอิญที่ไปร่วมงานว่า สถานที่ไม่ดี ไม่สวย ไม่มีที่จอดรถ ไม่มีพิธีการที่ถูกต้อง
ผู้เขียนฟังอย่างสนใจและรอดู ปรากฏว่าคนเหมือนมด อาหารไทย สินค้าไทยที่ราคาไม่แพงนักขายดีจนไม่น่าเชื่อ และเป็นสินค้าที่บางทีคนไทยก็ไม่รู้จักตราสินค้าเหล่านี้ คนบ่นอาจจะลืมไปว่า ส่วนใหญ่ชาวเวียดนามใช้รถจักรยานยนต์ ไม่ได้ใช้รถยนต์ การจัดกลางเมืองแม้สถานที่ไม่โอ่อ่าหรูหรา แต่พอตกเย็นมีเวทีคอนเสิร์ต ชาวโฮจิมินห์มางานเหมือนมาสังสรรค์ คนแน่นมาก อาหารไทยขายดีที่สุด ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งของไทยนำสินค้ามาน้อยเกินไป ไม่พอขาย
เขียนแบบนี้เพื่อบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างที่อาจจะสำคัญต่อรัฐบาลพิเศษ ที่เศรษฐกิจของประเทศจะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายของท่าน ซึ่งบังเอิญว่าปัญหาเศรษฐกิจคือเรื่องหลัก ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงอย่างแน่นอน การวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงที่ผานมา สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมุ่งโจมตีแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งหวังผลเชิงเศรษฐกิจเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เป็นขาเดียวในจีดีพีซึ่งบวกอยู่อย่างเห็นได้ชัดเจน “เศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่คือหัวใจของความคงอยู่ของ คสช.”
หลายคนห่วงรวมทั้งผู้เขียนด้วยว่า การที่รัฐบาลทหารบริหารเศรษฐกิจโดยใช้ข้อมูลของข้าราชการเป็นหลักเป็นเรื่องอันตราย ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการไม่ดี แต่หมายความว่ารัฐบาลต้องฟังข้อมูลจาก
ผู้ประกอบการโดยตรงให้มาก ผสมผสานไปกับข้อมูลของหน่วยงานรัฐ อย่าให้เกิดการบริหารเศรษฐกิจแบบ “รัฐราชการ” ซึ่งสมัยก่อนจะไม่มีปัญหามากนัก เพราะระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เปิดโล่งเช่นปัจจุบัน แต่หากเกิดขึ้นในยุคนี้เศรษฐกิจไทยจะถอยหลัง เราเสียเวลามา 10 ปีเต็มๆ ในวังวนนี้ หลังจากรัฐประหารเศรษฐกิจจะตกหล่มตามธรรมชาติทุกครั้ง บวกกับแนวคิดของรัฐพิเศษที่จะพึ่งกลไกระบบราชการเป็นหลักในการทำงาน จะเกิดวงจรพิเศษทางเศรษฐกิจนั่นคือ “ร่วม-ร่วง-ล้ม” แล้วจะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาเป็นความหวังเรื่องนโยบายเศรษฐกิจหลังล้ม
“ร่วม คือการร่วมกันผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเพื่อกลุ่มศูนย์อำนาจเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่ามันจะเป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่ง แต่หากสามารถแบ่งแนวคิดหรือทรัพยากรบางอย่างออกมาสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่โดยไม่ผ่านรัฐราชการได้ อาจจะทำให้กลไกต่างๆ มีประสิทธิภาพ มีความร่วมมือ ร่วง คือเมื่อผลักดันข้อแรกมากๆ คนส่วนน้อยจะได้ประโยชน์และคนส่วนใหญ่จะเสียประโยชน์ในระบบเศรษฐศาสตร์ ก็จะมีแรงกดดัน และเมื่อมีการปลุกปั่นทางใดก็ตาม จนสุดท้ายนำไปสู่การล้ม”
แล้วจะเข้าวงจรประชานิยมใหม่เพื่อชดเชยความไม่สมดุลนโยบายที่ผ่านมา แม้ในมุมหนึ่งการใช้นโยบายแบบประชานิยมจะถูกต่อต้านมากจากกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนจากวงจรเศรษฐกิจแบบวนในอ่าง 10 ปีนี้ ลองมองภาพนักธุรกิจคนอื่นๆ ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก ธุรกิจชุมชนซึ่งมีกว่า 90% ของประเทศนี้ ต้องปากกัดตีนถีบในวงจร ความแข็งแกร่งและต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ เพื่อผลักให้เขาเหล่านี้เติบโตได้จะอยู่ตรงไหน? ทำธุรกิจ 10 ปีในสภาพที่ไม่มีความมั่นคงทางนโยบายรองรับ ดังนั้นใครที่บอกว่า SME ไม่เก่ง ปรับตัวไม่ได้ เขาเข้าใจผิดเหมือนที่ข้าราชการที่ไปที่เวียดนามเข้าใจผิดนั่นล่ะ SMEs ไทยที่รอดมาได้ 10 ปีนี้ ไม่ใช่ปรับตัวเก่งธรรมดา แต่ต้องใช้คำว่า “โคตรเก่ง”
และเมื่อประเทศเรามีคนเก่งเกือบ 3 ล้านราย ฝ่ายบริหารเศรษฐกิจมองค่าเขาเหล่านี้ออกหรือไม่ และเวลามองท่านมองแบบนี้ครับ ท่านว่าบัญชีเขาไม่ตรง เขาไม่ได้มีเงินเดือนประจำแบบท่าน เจ็บป่วยหรือเดินทางเบิกรัฐแบบท่านก็ไม่ได้ เรื่องลูกต้องเอาเงินสดที่หมุนๆ ในกิจการเล็กๆ ของเขานั่นล่ะไปให้ลูกได้เรียนหนังสือ ท่านจะให้เขาทำยังไงบอกที? ผู้สอบบัญชีท่านมีพอหรือไม่ ท่านมีเกรดผู้สอบบัญชีอีกมั้ย ต้องของต่างชาติอีกหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของท่านทำงานอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม 100% ?
เราไม่ต้องใช้วิชาการทางเศรษฐศาสตร์อะไรมากมายนักหรอกในการทำความเข้าใจ ถ้าเราตั้งหลักว่าความมั่นคงคือฐานหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่ให้เขาพอไปได้ มิตรภาพ ไมตรีจิต และเศรษฐกิจสำหรับคนตัวใหญ่เพื่อให้เขาเติบโตไปต่างประเทศ ไม่ใช่ให้มาแย่งจากคนตัวเล็ก เศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่อยู่ตรงไหน รูปนี้ตอบดีที่สุด ผู้ประกอบการไทยไปต่างประเทศได้ก็แล้วกัน ยกเว้นมีคนไม่อยากให้ไป หรือพาไปไม่เป็น แล้วเดินไปเอง ไม่ต้องเป็นเห็บหรอก เขาเดินกันเองมานานแล้วครับ เขาขอแต่ท่านอย่าไปยุ่งกับเขาจนเขาต้องเหนื่อยกว่านี้ก็พอ







