
เฟดแทงกั๊กขึ้นดอกเบี้ย ดันค่าเงินโลกป่วนยาว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ และส่งผลให้ค่าเงินในหลายประเทศทั่วเอเชียเมื่อวานนี้ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินเยนที่หลุดระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือค่าเงินหยวนที่แข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
ในบันทึกการประชุมดังกล่าวบ่งชี้ถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่ดีขึ้น จนทำให้อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4.9% และปัจจัยที่ตลาดเงินกลับมามีเสถียรภาพดีอีกครั้ง หลังจากที่ผันผวนอย่างหนักเนื่องจากการลงประชามติของอังกฤษเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ด้วยปัจจัยบวกที่ดีเช่นนี้ ทำให้ที่ประชุมเฟดเห็นพ้องกันว่า สหรัฐพร้อมที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็น “เมื่อไร” เท่านั้น
ในบรรดากรรมการผู้มีสิทธิออกเสียงทั้ง 10 คน มีเพียง เอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สนับสนุนให้เฟดเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย “ทันที” ในการประชุมรอบหน้า หรือวันที่ 20-21 ก.ย. เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐในภาพรวมแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
อย่างไรก็ดี เสียงสนับสนุนที่น้อยเกินไปเช่นนี้ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังไม่ระบุถึง “ช่วงเวลา” ที่ชัดเจน ทำให้ตลาดทุนโลกพร้อมใจกันตีความว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า และโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยนั้นก็น่าจะยังคงเป็นครั้งเดียวเท่านั้นในปีนี้ คือในเดือน ธ.ค.
เพราะก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน วิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก และหนึ่งในเอฟโอเอ็มซีเพิ่งส่งสัญญาณครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกต้องจับตามอง กับการประกาศว่าเฟดพร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะเริ่มในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้เช่นกัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศมีความพร้อมแล้ว
สัญญาณจากดัดลีย์ซึ่งเป็นทั้งกรรมการการเงินและคนสนิทของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด จึงถือเป็นการส่งสัญญาณชิมลางขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหากบันทึกการประชุมของเฟดออกมาในทิศทางสายเหยี่ยวเหมือนกัน ก็จะเท่ากับเป็นการรับรองได้ระดับหนึ่งว่า เฟดอาจจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้านี้ คล้ายกับในช่วงปลายปี 2015 ที่บรรดาประธานเฟดสาขาต่างๆ ออกมาส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกันกับบันทึกการประชุมครั้งก่อนหน้า และนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.ส่งท้ายปี
ทว่าบันทึกการประชุมครั้งล่าสุดที่ออกมา กลับไร้การส่งสัญญาณของช่วงเวลาที่ชัดเจน ทำให้น้ำหนักของการขึ้นดอกเบี้ยกลับไปอยู่ที่เดือน ธ.ค.เพียงครั้งเดียวอีกครั้ง โดยมีปัจจัยให้กังวลที่ยังพออ้างได้คือ การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐยังเชื่องช้าและไกลจากเป้าหมาย 2% ที่ตั้งไว้
เท่ากับว่าเฟดยังคงใช้วิธีแทงกั๊กไม่พูดอะไรให้ชัดเจนเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคของผู้ว่าการคนเก่า เบน เบอร์แนนคี และทำให้ตลาดทุนโลกสามารถตีความสัญญาณของเฟดไปได้ทั้งสองทางทั้งด้านบวกและด้านลบตามแต่ที่ตัวเลขจะเอื้ออำนวย หรือประธานเฟดสาขาต่างๆ จะพูดอะไรออกมา
ปัญหาจากความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเฟดนี่เอง ที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไปอีกนานกว่าที่คาดไว้ โดยนอกจากจะเป็นไปในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นแล้ว ก็ยังเสี่ยงต่อความผันผวนมากขึ้นด้วย
จากเดิมที่หลายประเทศผู้ส่งออกในเอเชียเคยคาดการณ์เอาไว้ว่า ค่าเงินของตนเองน่าจะเริ่มทยอยกลับมาในแดนอ่อนค่าลงได้ในปีนี้ หรืออย่างช้าในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพราะเชื่อว่าเฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีกจากที่เคยพูดเอาไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว ทว่าที่สุดแล้วการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่เคยเกิดขึ้นจนเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ค่าเงินของหลายประเทศในเอเชียปรับตัวแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และยังมีแนวโน้มจะแข็งค่าต่อไปอีกจนถึงปลายปีนี้ นำโดยค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าไปแล้วถึง 20% ตั้งแต่ต้นปี และเพิ่งหลุดระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ ไปถึง 2 ครั้งในสัปดาห์นี้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดต่อภาคการส่งออกของญี่ปุ่น จากปัญหาเดิมในด้านดีมานด์ของจีนและโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวดีพอ ซึ่งล่าสุดนั้นตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค. ปรับตัวลงถึง 14% หรือย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2009 เลยทีเดียว
ขณะที่ค่าเงินของอีกหลายประเทศก็อยู่ในระดับแข็งค่าเกิน 4-5% ขึ้นไปในปีนี้ เช่น เหรียญสิงคโปร์ที่แข็งค่าราว 5.81% วอน เกาหลีใต้ 6.01% รูเปียห์ อินโดนีเซีย 5.11% ริงกิต มาเลเซีย 7.61% และเหรียญไต้หวัน 5.37% ซึ่งทุกประเทศต่างก็เผชิญการส่งออกที่ย่ำแย่ลงเช่นกัน มีเพียงการส่งออกของมาเลเซียที่เพิ่งจะฟื้นตัวได้ในเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อหวังกดดันค่าเงินนั้นอาจไม่ได้ผลง่ายๆ เหมือนที่หลายประเทศดำเนินมาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือแม้แต่ฝั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ตาม ทำให้บางประเทศเลือกที่จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยต่อ แต่หันไปบรรเทาหรือแก้ปัญหาอื่นๆ แทน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
ขณะที่เกาหลีใต้หันไปปฏิรูปภาคธุรกิจที่มีปัญหา ออกนโยบายกระตุ้นทางการคลังและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เช่น เอสเอ็มอี แทนที่การลดดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเสี่ยงที่จะไม่ช่วยกระตุ้นการลงทุนของเอกชน และอาจเพิ่มหนี้การบริโภคของภาคครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วมากขึ้นแทน
ยิ่งเฟดรอท่า หลายชาติก็ยิ่งต้องตั้งรับนานออกไปกว่าเดิมเช่นกัน







