
Social Enterprise ได้กำไร ห่วงใยชุมชน
โดย...ดร.ปภาภรณ์ ชุณหชัชราชัย
โดย...ดร.ปภาภรณ์ ชุณหชัชราชัย
การทำธุรกิจในโลกสมัยใหม่เกิดคำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ซึ่งเริ่มรู้จักกันในวงกว้าง โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมตามนิยามของกระทรวงการคลัง หมายถึง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการอื่นๆ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว หรือมีเป้าหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนหรือสังคมเป็นหลัก มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ทั้งนี้จะต้องนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ไปลงทุนในกิจการหรือใช้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นๆ วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงถือว่ามีความสำคัญในการพัฒนาชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเจริญสู่ชนบท
การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน การดำเนินกิจการได้ถูกพัฒนาโดยการนำกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และพึ่งพาตนเองของภาคธุรกิจมาดำเนินการภายใต้การกำหนดโจทย์ทางสังคมเป็นเป้าหมายเหมือนองค์กรทางสังคม โดยมีกลไกรัฐใช้อำนาจหน้าที่เชิงนโยบายเข้ามาสนับสนุน การผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินกิจการ เพื่อให้มีส่วนร่วมส่งเสริมกิจการตามนโยบายรัฐ ที่ต้องการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ในปัจจุบันได้มีภาคเอกชนให้ความสนใจและเข้ามามีบทบาทสำคัญของการดำเนินกิจการวิสากิจเพื่อสังคม เห็นได้จากการก่อตั้งคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) ที่มีการจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) ซึ่งเกิดจากการร่วมมือของบริษัทกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในภาคธุรกิจ เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล เป็นต้น
บทบาทภาคเอกชนต่อวิสาหกิจเพื่อชุมชนนั้น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) มุ่งหวังให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ การเกษตร การแปรรูป (SME/OTOP) และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยแนวทางการพัฒนาจะต้องพัฒนาและสร้างประสิทธิภาพตลอดแนวทาง ตั้งแต่การเข้าถึงปัจจัยการผลิต ทั้งด้านทรัพยากรและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างองค์ความรู้จากในชุมชนและส่งเสริมความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อยอดพัฒนาด้านการวิเคราะห์ตลาดไปจนถึงช่องทางการขายใหม่ๆ การสื่อสารสร้างการรับรู้เพื่อความยั่งยืนและหาช่องทางการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่นและสื่อระดับประเทศ และการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน บัญชี โดยในปัจจุบันมีการจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นำร่องไปแล้ว 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต เพชรบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ และบุรีรัมย์ และมีเป้าหมายจะกระจายการดำเนินงานให้ครบทั้ง 76 จังหวัดภายในปี 2559
แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมเน้นการพัฒนาที่ให้ประโยชน์ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชน สร้างความเข้มแข็ง และสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น ส่งเสริมศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร คลังสินค้า และการขนส่ง ใน จ.สระแก้ว เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา ในเขตปอยเปต-โอเนียง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม เช่น การจัดตั้งบริษัท ประชารัฐสามัคคี จ.ภูเก็ต ที่นำสินค้าเกษตร (สับปะรดภูเก็ต) มาแปรรูป หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมเชิงท่องเที่ยว เช่น โครงการพัฒนาชุมชนคลองเตยด้วยบริการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นต้น สอดคล้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคมในต่างประเทศที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมเป็นหลัก เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศฟิลิปปินส์ (Rage to Riches : R2R) ที่ผลิตสินค้าแฟชั่นและเครื่องตกแต่งบ้านจากเสื้อผ้าเก่า โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการนำของเก่ามาใช้ประโยชน์อีกครั้ง (Recycle)
การส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศนั้น ส่วนหนึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจฐานรากด้วย ซึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมก็ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ การที่รัฐมีนโยบายคืนเงินภาษีให้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนอยากเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ซึ่งหลักของการดำเนินธุรกิจนี้เน้นการนำกำไรที่ได้ไปใช้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในท้องที่ ส่งเสริมการจ้างงานและการสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นนั้นๆ
กล่าวได้ว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมถือเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ อีกทั้งการส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพและสร้างรายได้ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ เช่นเดียวกับแนวทางการพัฒนาในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และ อังกฤษ ที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเพื่อสังคม โดยจัดให้เป็น Third Sector (รองจากภาครัฐ และภาคธุรกิจ) และธุรกิจเพื่อสังคมของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มการจ้างงานที่เติบโตขึ้น
วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาสังคมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ







