posttoday
ธปท.สาละวนรับมือ บาททะยานแข็งค่า

ธปท.สาละวนรับมือ บาททะยานแข็งค่า

18 สิงหาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะไหลบ่าไปถึงครึ่งปีหลังของปีนี้ด้วย เห็นได้จากยอดการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร (บอนด์) โดยในตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 16 ส.ค.เข้ามา ต่างชาติซื้อสุทธิรวม 1.04 แสนล้านบาท เฉพาะเดือน ส.ค.นี้ เข้ามาแล้ว 2.4 หมื่นล้านบาท

ด้านตลาดพันธบัตร อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)  ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน 1.3 แสนล้านบาท และเฉพาะเดือน ส.ค. ถึงวันที่ 16 ส.ค. เข้ามาแล้วประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ยังเข้ามาลงทุนระยะยาวประมาณ 80% แต่ช่วงหลังเริ่มเข้ามาลงทุนระยะสั้นมากขึ้น ทำให้สัดส่วนการลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจาก 10% เมื่อปลายปีแล้ว เพิ่มเป็น 20% โดยการลงทุนระยะสั้นเห็นชัดขึ้นหลังเบร็กซิต

ภาวะที่เงินทุนจำนวนมากไหลเข้ามาบวกกับข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ลดทอนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงไป ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยจีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัว 3.5% ขณะที่ไตรมาสแรกขยาย 3.2% รวมครึ่งปีแรกโตได้ 3.4% และยังมีปัจจัยบวกจากการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีก ส่งผลให้ไทยเป็นแหล่งไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ทำให้เงินบาทของไทยแข็งค่ามากขึ้นมากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

โดยเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 34.61 บาท/เหรียญสหรัฐ หากเทียบกับเงินบาทต้นปี เงินบาทวันนี้แข็งค่าขึ้นประมาณ 3.7% และกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความกังวลผ่านการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา เพราะหากปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าไปมากถึงระดับ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ในครึ่งปีหลังนี้ก็อาจเห็นผู้ประกอบการในภาคส่งออกเดือดร้อนได้ ธปท.จึงเริ่มเข้าดูแลตลาดมากขึ้น รวมทั้งเริ่มหาเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการดูแลค่าเงินมากขึ้นในอนาคต

จาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าเร็วจากเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นมาก เป็นการแข็งค่าจากหลายปัจจัยทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาไม่ค่อยดี และไทยก็มีปัจจัยบวกจากการผ่านประชามติรัฐธรรมนูญบวกกับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ก็ดีกว่าคาด ซึ่งกนง.ย้ำมาตลอดว่าการแข็งค่าไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสั่งให้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยให้ใช้เครื่องที่มีอยู่ดูแลค่าเงินบาท

ขณะเดียวกัน ธปท.มีการศึกษาเครื่องมือใหม่ๆ เช่น การทำนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจผ่านมาตรการดูแลสถาบันการเงินหรือที่เรียกกันว่า “แม็คโครพรูเด็นเชียล” ที่อาจนำมาใช้ในอนาคต ตามแนวโน้มของตลาดการเงินทั่วโลก

ด้าน จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ครึ่งปีหลังมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะไทยมีปัจจัยดีที่โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้ค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านแม้จะแข็งค่าขึ้น แต่เงินบาทแข็งค่ากว่าประมาณ 1% จึงมีโอกาสที่เงินบาทจะแข็งค่าไปถึง 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ก็เชื่อว่า ธปท.ไม่น่าปล่อยให้แข็งค่าเกินระดับ 34.50 บาท ซึ่งจะแข็งค่าขึ้นกว่าระยะเดียวกันปีก่อนมากกว่า 5% ธปท.จึงอาจจะมีมาตรการมาดูแล แต่คงไม่ใช่การปรับลดดอกเบี้ยหรือการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก เนื่องจากมีผลต่อตลาดน้อย

อย่างไรก็ตาม จิติพล เห็นว่า ธปท.คงดูแลเงินบาทได้ระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าเร็วไปหรือผันผวนมากเท่านั้น เพราะการไปฝืนทิศทางตลาดอาจสร้างความเสียหาย และเพิ่มภาระการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ ธปท.มากเกินไป ถ้าดูจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากต้นปีนี้ที่ 1.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 1.94 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบันหรือทุนสำรองเพิ่มขึ้นถึง 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แล้วต้องถือว่า ธปท.มีการเข้าดูแลมากขึ้นอยู่แล้ว 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการแข็งค่าของเงินบาททำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันไปพอสมควร รวมถึงทำให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลงด้วย เห็นได้จากค่าเงินสกุลในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐประมาณ 2-3% แต่เงินบาทแข็งค่าเพิ่มจากประเทศเพื่อบ้านอีก 1-2% รวมแล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5-6% ทำให้ภาคการส่งออกลำบากพอสมควร

อย่างไรก็ดี สถานการณ์เช่นนี้ ธปท.คงทำอะไรกับค่าเงินบาทไม่ได้มากนัก เพราะเงินทุนจากต่างประเทศยังไหลบ่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การไปฝืนกลไกหรือทิศทางตลาดคงยากและไม่มีทางต้านทานได้ สิ่งที่ ธปท.จะทำได้คือประคองสถานการณ์ไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป จนภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทันเท่านั้น

ฉะนั้น ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ธุรกิจเสียหายจากผลกระทบค่าเงินน้อยที่สุด 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท