
ฟิทช์ฯเตือน สิงเทลเสี่ยง ซื้อหุ้นอินทัช
ฟิทช์ฯ ชี้ สิงเทลเสี่ยงโดนลดเครดิตหากซื้อหุ้นอินทัชจากเทมาเซก ด้านเอไอเอสยังไม่เสี่ยงหากไม่กระทบการดำเนินงาน
ฟิทช์ฯ ชี้ สิงเทลเสี่ยงโดนลดเครดิตหากซื้อหุ้นอินทัชจากเทมาเซก ด้านเอไอเอสยังไม่เสี่ยงหากไม่กระทบการดำเนินงาน
ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ เปิดเผยว่า เรตติ้งของสิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ ลิมิเต็ด (สิงเทล) บริษัทด้านโทรคมนาคมจากสิงคโปร์ อาจเผชิญความเสี่ยงได้หากมีการเข้าซื้อหุ้นของอินทัช โฮลดิ้งส์ ที่เทมาเซก โฮลดิ้งส์ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ถืออยู่ เนื่องจากการซื้อขายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระดับหนี้รวมของสิงเทล ซึ่งมีเรตติ้งปัจจุบันที่ระดับ A+ หรือระดับที่อาจเผชิญความเสี่ยงทางการเงินหากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่อำนวย
ฟิทช์ฯ คาดการณ์ว่า หากยังไม่นับรวมการซื้อหุ้นดังกล่าว ระดับหนี้ต่อทุนของสิงเทลสำหรับปีงบประมาณนี้ ซึ่งจะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2560 มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับ 2 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกือบแตะระดับที่ต้องปรับแนวโน้มติดลบ โดยหากเกิดการซื้อหุ้นอินทัช โฮลดิ้งส์ จากเทมาเซก จะทำให้ระดับหนี้ของสิงเทลปรับตัวไปอยู่ที่ 2.2-2.5 เท่า ในปีงบประมาณ 2560 และ 2561
ทั้งนี้ เทมาเซกถือหุ้นทั้งหมด 40.5% ในอินทัช ในขณะที่อินทัชถือหุ้นทั้งหมดราว 40% ในแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เครือข่ายมือถือของไทย เช่นเดียวกับสิงเทลที่ถือหุ้นเอไอเอส
อยู่ 23.3%
ฟิทช์ฯ ระบุว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่มีแนวโน้มจะกระทบกับความน่าเชื่อถือปัจจุบันของเอไอเอส ซึ่งอยู่ในระดับ BBB+ หากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการปฏิบัติการและกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องระหว่างเอไอเอสกับสิงเทล
“ฟิทช์ยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมใดจะเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในทิศทางใด หากการเจรจาประสบความสำเร็จ” ฟิทช์ ระบุ
การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เทมาเซกกำลังเจรจากับสิงเทลเพื่อขอซื้อหุ้นราว 40.5% ที่เทมาเซกถืออยู่ในอินทัช มูลค่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้เทมาเซกมีการพูดคุยในลักษณะเดียวกันกับสิงเทล แต่ต้องยกเลิกไปเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเมื่อปี 2557 สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลที่รายงานในลักษณะเดียวกัน
บลูมเบิร์ก ระบุว่า โฆษกของเทมาเซกปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็งตลาด
ด้านสิงเทล เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาและทบทวนโอกาส โครงการ และข้อเสนอทางธุรกิจ และจะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความแน่นอนธุรกรรมดังกล่าวจะประสบความสำเร็จจากการเจรจา หรือจะมีข้อตกลงซึ่งมีผลผูกพันตามมา
“สิงเทลยืนยันว่ายังไม่มีผลสรุปขั้นสุดท้ายหรือข้อตกลงที่มีผลผูกพัน”สิงเทล แถลงกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์
รายได้จากการดำเนินงานของสิงเทลปรับตัวลง 7% อยู่ที่ 3,900 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 1 แสนล้านบาท) ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (อีบิตดา) ปรับตัวลง 0.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน







