posttoday
การเมืองเรื่องพินัยกรรมชีวิต

การเมืองเรื่องพินัยกรรมชีวิต

17 สิงหาคม 2559

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากได้พัดเข้าถาโถมครอบครัวไทยอย่างที่ใครหลายคนได้เคยประสบกันมาอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีการร่วมทุนทำธุรกิจเป็นเครือข่ายผูกโยงกันไปมาในหมู่ญาติพี่น้อง ลองได้เผชิญกับช่วงวิกฤตไอเอ็มเอฟกันมาคงทราบว่าชะตากรรมของครอบครัวผันผวนเช่นไร

บาดแผลที่อยู่ในใจคนร่วมสมัยเห็นจะไม่พ้นเรื่องสำนึก “ความไม่แน่นอน” ของโลกที่อาจทำให้คนที่เคยมีกินมีใช้ เดินทางไปเที่ยวไหนมาไหน ใช้ของหรูหราได้มากมาย กลายเป็นคนที่ต้องปากกัดตีนถีบหารายได้จากการเอาสมบัติเก่ามาขายเลหลัง หรือในบางครั้งต้องล้มละลายทรัพย์สินถูกนำมาขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้สถาบันการเงินกันไปอันมาก

หากแต่ประเด็นที่เกิดขึ้นพร้อมกันในทางสังคมกลับร้าวลึกยิ่งกว่า เพราะว่ามีผลกระทบกับความสัมพันธ์ของคนทั้งสังคมเรื่อยไปถึงครอบครัวด้วย เพื่อนที่เคยร่วมธุรกิจ หุ้นส่วนร่วมทุน หรือญาติในสายเลือดที่อยู่กินด้วยธุรกิจครอบครัว กลับต้องแยกย้ายกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง เกิดความขัดแย้งแตกหักกันในระดับที่ไม่อาจคืนกลับมาญาติดีกันอีกต่อไป

ส่วนเด็กในตอนนั้นก็เติบโตมาด้วยความรู้สึก “เสี่ยงภัย” ในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้จนกลายเป็นความ “กลัว” ที่ฝังลงไปสู่ก้นบึ้งจิตใจ ทำให้ไม่อาจลงทุนชีวิตไปกับอะไรที่อาจกลายเป็นบ่วงภาระในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินแล้วต้องแข่งกับดอกเบี้ย หรือการหมุนเงินแบบเดือนชนเดือน วันชนวัน จนเกิดแนวทางใช้ชีวิตแบบปลอดภัยไว้ก่อน

ต่างจากคนรุ่นก่อนที่การได้กู้ยืมเงินมาทำธุรกิจคือการมี “เครดิต” เป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงิน ถือว่ามีหน้ามีตาในสังคม เอาไปพูดอวดอ้างได้ในวงสังคมและญาติพี่น้อง สิ่งที่เกิดขึ้นตรงกลางระหว่างคนสองรุ่นก็คือ คนรุ่นหนึ่งชอบความเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ แต่อีกรุ่นกลับรักความปลอดภัยไว้เป็นที่ตั้ง สิ่งที่คลี่คลายออกมาเป็นภาคปฏิบัติจึงอยู่ในลักษณะ การ
เจ้ากี้เจ้าการชีวิตของคนอีกรุ่นให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ

ความสามารถในการบงการชีวิตคนอื่น จึงเป็นเสมือนเกมแห่งอำนาจที่ปรากฏขึ้นในทุกระดับ อยู่ที่ว่าเวทีนั้นฝ่ายไหนจะมีอำนาจต่อรองมากกว่า ก็จะสามารถชี้นำบังคับอีกฝ่ายให้เดินตามแผนที่วางเอาไว้ได้มากขึ้น

อำนาจต่อรองของสองฝ่ายขึ้นอยู่กับอะไร ถ้าในระดับครอบครัว ก็เห็นจะเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ หรือการเป็นผู้นำในการทำมาหากิน หรือสามารถจัดการปัญหายุ่งยากทั้งในที่ลับและที่แจ้งให้คนในครอบครัวได้ ก็จะกลายเป็นผู้นำครอบครัวขึ้นมาได้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป เพราะลักษณะทางวัฒนธรรมที่อยู่รายล้อมสังคมนั้นก็อาจทำให้มีปัจจัยอื่นสำคัญกว่า เช่นว่า การอ้างบุญคุณและการเป็นเจ้าของทรัพย์สินมาแต่เก่าก่อนของคนรุ่นก่อน

แต่คนรุ่นใหม่กว่าก็อาจมีอาวุธลับที่คนรุ่นก่อนไม่สามารถทำได้ นั่นก็คือ การกุมอนาคตของครอบครัวและมวลมนุษยชาติ เพราะการมีบุตรของตนก็คือการ “มีหลาน” ให้บรรพบุรุษ เด็กที่เกิดมาในครอบครัวใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูกเพราะความกลัว กลัวว่าไม่อาจเลี้ยงดูให้ได้ดี กลัวว่ายังไม่มีความมั่นคง กลัวว่าจะไม่อาจทำตามความฝันทั้งหลายที่ยังไม่กลายเป็นความจริง

สิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน คือ ทำไมถึงกลัว ความไม่แน่นอนในใจมีที่มาจากอะไร หากมาจากสำนึกความเสี่ยง อะไรคือที่มาของความมั่นคง ไม่มากก็น้อยเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการผลิต หรือ “ทุน” นั่นเอง วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีอิสระ อยากอยู่แบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น ก็ต้องใช้ทุนจำนวนมากกว่าคนรุ่นก่อนที่สามารถอยู่รวมกันในครอบครัวใหญ่ที่ใช้ฐานทรัพยากรร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ไร่นา ฟาร์ม ไปจนถึงธุรกิจครอบครัว

วิกฤตประชากรลดลงเรื่อยๆ และสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นนี้ จึงมีศูนย์รวมอยู่ที่การจัดการความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น (Generation) และการจัดสรรทรัพยากร ว่าคนรุ่นเก่าก่อนจะกอดอำนาจไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จนคนรุ่นถัดไปมีอายุล่วงเลยวัยกลางคน จนวันที่ได้ทรัพยากรมาผลิตกลับไม่เหลือไฟเหลือกำลังในการสร้างสรรค์อะไรได้ และก็ไม่สามารถมีครอบครัวมีลูกให้หลานอีกต่อไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงความขัดแย้งภายในคนรุ่นเดียวกัน ที่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครในรุ่นจะได้อำนาจนำจัดการทรัพย์สินธุรกิจครอบครัวต่อไป จนเสี่ยงว่าจะกลายเป็นศึกชิงสมบัติอย่างในละครไปเสียอีก

ในหลายสังคมมีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการจัดตั้งระบบบริหารทรัพย์สินในรูปทางการที่มีกฎหมายรับรองมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนระบบบริหารธุรกิจและการจัดการทรัพย์สินไปในรูปห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือกองทุน โดยแบ่งสันปันส่วนหุ้นไปให้ลูกหลานได้รู้สึกว่ามีส่วนในทรัพย์สิน แต่การบริหารจัดการก็จ้างมืออาชีพเข้ามาเลย ผู้ถือหุ้นอาจเข้ามาบริหารได้แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบบัญชีจากภายนอก

หาไม่แล้วก็กอดทุกอย่างไว้กับตัวไปจนตายแล้วปล่อยลูกหลานต้องมาห้ำหั่นกันเอง เมื่อตนจากโลกไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท