posttoday
อาเบะโนมิกส์หมดแรงช่วย เศรษฐกิจญี่ปุ่นโงหัวไม่ขึ้น

อาเบะโนมิกส์หมดแรงช่วย เศรษฐกิจญี่ปุ่นโงหัวไม่ขึ้น

17 สิงหาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เศรษฐกิจไตรมาส 2 ญี่ปุ่นขยายตัวเพียง 0% เมื่อเทียบรายไตรมาส หรือ 0.2% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้มาก สร้างแรงกดดันต่อนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามแบบของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น

นโยบายอาเบะโนมิกส์ ประกอบไปด้วยศร 3 ดอก ได้แก่ การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย การกระตุ้นทางการคลัง และการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อหนีจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปจนถึงถดถอย และภาวะเงินฝืดของประเทศที่ยืนยาวมาตลอดราว 25 ปี อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังเองก็มีข้อจำกัด และนโยบายการเงินก็สร้างความผิดหวังให้แก่ตลาดมานักต่อนักแล้ว ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างก็ยังไม่เห็นผลนัก

ในส่วนของนโยบายการคลัง แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะประกาศมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่วงเงิน 28 ล้านล้านเยน (ราว 9.24 ล้านล้านบาท) โดยแบ่งผ่านงบประมาณออกเป็น 2 งวด คือ งบประมาณพิเศษ 4.6 ล้านล้านเยน (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน และในส่วนที่เหลือจะออกในปีงบประมาณหน้า แสดงให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นทางการคลังจะล่าช้าเกินกว่าจะเห็นผลในเร็ววัน

ขณะเดียวกันปริมาณหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นยังสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกที่ 230% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยอาเบะพยายามจะลดปริมาณหนี้สาธารณะดังกล่าวเสมอมา และเป็นหนึ่งในเหตุผลให้อาเบะพยายามจะขึ้นภาษีขายให้เป็น 10% อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีขายในครั้งก่อนจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย. 2014 กลับทำให้ผู้บริโภคชะงักการใช้จ่าย และพาเศรษฐกิจสู่ภาวะถดถอยในเวลาต่อมา

ด้วยมาตรการการคลังที่เห็นผลได้ช้ากว่าที่นักการเมืองญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่แปลกใจที่บรรดานักการเมืองของญี่ปุ่นจะเดินหน้ากดดันธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ผู้ซึ่งเป็นหัวหอกในการออกมาตรการทางการเงิน ให้ขยายมาตรการผ่อนคลายเพื่อรับกับมาตรการการคลังในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบที่ฝืดเคือง

ภาระและแรงกดดันจึงตกอยู่ที่บีโอเจ โดยที่ผ่านมาบีโอเจอัดยาแรงมาโดยตลอด ทั้งการใช้โครงการซื้อคืนสินทรัพย์หรือคิวอี วงเงินปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 26 ล้านล้านบาท) ซึ่งขยายขึ้นมาจากเดิมที่ 60 ล้านล้านเยน (ราว 19 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ต.ค. 2014 เพื่อกู้เศรษฐกิจหลังการขึ้นภาษีขาย รวมถึงยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนติดลบ 0.1% สำหรับสถาบันการเงินที่ฝากเงินไว้กับบีโอเจเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

นโยบายการเงินของบีโอเจมีเป้าหมายเพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลง เพื่อช่วยเหลือการส่งออกของบรรดาเอกชนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้นมากกว่า 16.5% ตลอดปี 2016 โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้างนักวิเคราะห์ว่า ผลกำไรของเอกชนญี่ปุ่นปรับตัวลง 25% ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ หรือเดือน เม.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับคิวอีแล้ว แม้จะช่วยฉุดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงไปได้หลังการประกาศเพิ่มคิวอีเมื่อเดือน ต.ค. 2014 แต่เมื่อผ่านไปเกือบ 2 ปี นักวิเคราะห์บางคนเริ่มมองว่ามาตรการดังกล่าวเดินทางมาถึงขีดจำกัดแล้ว เมื่อพันธบัตรรัฐบาลที่บีโอเจจะเข้าซื้อเริ่มหมดไปจากตลาด

“ตลาดเริ่มตระหนักว่ามีข้อจำกัดต่อการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นได้มากแค่ไหน บีโอเจกำลังขาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะซื้อคืน เมื่อธนาคารพาณิชย์ กองทุนบำนาญและประกันเริ่มหมดพันธบัตรที่ถือไว้” ฌอง ดาร์บี้ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายหลักทรัพย์โลกของเจฟเฟอรีย์ กรุ๊ป กล่าว

ขณะเดียวกันนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบก็นับเป็นอาวุธอันตรายของธนาคารกลาง โดยเป็นการกดดันภาคธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินให้ผลักภาระให้กับผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกนอกจากถอนเงินเอามาเก็บไว้ในตู้นิรภัย ส่งผลให้แทนที่ปริมาณเงินในระบบจะเพิ่มขึ้นกลับลดน้อยลง

แม้ธนาคารกลางจะมีเป้าหมายในการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลง แต่ความตระหนกหลังการใช้ยิ่งกลับทำให้คนวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ค่าเงินเยน สะท้อนได้จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นก็ปรับลดลงไปจนติดลบเป็นครั้งแรกหลังการประกาศใช้ดอกเบี้ยติดลบ เนื่องจากตลาดมองว่าการใช้นโยบายดังกล่าวของบีโอเจเป็นการกระทำหัวชนฝา และมาตรการอื่นๆ ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา บีโอเจขยายการเข้าซื้อขยายวงเงินซื้อกองทุนอีทีเอฟจาก 3.3 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 1 ล้านล้านบาท) เป็น 6 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 1.98 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม วงเงินที่จะเข้าซื้อนับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณวงเงินคิวอีปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 26 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังคาดการณ์ว่า นับตั้งแต่ใช้มาตรการดังกล่าว บีโอเจก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในดัชนีนิกเกอิ 225 ทั้งหมด 55 แห่ง จากบริษัทระดับท็อปในดัชนีดังกล่าว ภายในสิ้นปี 2017 และเริ่มสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอาจเผชิญความยากลำบากในการซื้อหรือขายหุ้น

“มีแค่ญี่ปุ่นที่เดียวที่ธนาคารกลางแทรกแซงเข้ามาในตลาดหุ้นมากขนาดนี้ นักลงทุนกำลังถามว่าการกระทำนี้ถูกต้องหรือไม่” มาซาฮิโระ อิชิคาวะ นักกลยุทธ์อาวุโสของซูมิโตโม มิตซุย แอสเซท แมเนจเมนต์ กล่าว

จึงไม่แปลกที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดเริ่มจะคาดกันว่า บีโอเจอาจจะออกมาตรการสุดโต่งที่เรียกว่า “เฮลิคอปเตอร์มันนี่” โดยเป็นมาตรการที่บีโอเจจะเป็นผู้อัดฉีดเงินให้กับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างไม่อ้อมค้อมเหมือนคิวอีที่เป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ และกดต้นทุนกู้ยืมให้ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม แม้ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ จะปฏิเสธมาแล้วครั้งหนึ่งในการใช้มาตรการดังกล่าว เนื่องจากผิดหลักการของธนาคารกลาง ทว่าตลาดก็ยังคงพูดถึงมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะคุโรดะเคยเปลี่ยนคำพูดมาแล้วครั้งหนึ่งจากการปฏิเสธจะไม่ใช่ดอกเบี้ยติดลบ และเพียง 1-2 สัปดาห์ถัดมาก็ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท