
ทีดีอาร์ไอแนะขึ้นแวตทำงบสมดุล
นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การปรับสมดุลงบประมาณนั้น ภาครัฐต้องทำทั้งในด้านการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่าย รัฐบาลควรหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ขยายฐานภาษีด้วยการจัดเก็บภาษีที่ไม่เคยเก็บมาก่อน
นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การปรับสมดุลงบประมาณนั้น ภาครัฐต้องทำทั้งในด้านการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่าย รัฐบาลควรหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ขยายฐานภาษีด้วยการจัดเก็บภาษีที่ไม่เคยเก็บมาก่อน
ทางด้านการลดรายจ่ายภาครัฐ ต้องพิจารณาว่าสามารถลดรายจ่ายภาครัฐ โดยการลดขนาดของหน่วยงานภาครัฐที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมากเกินไป หรือลดรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายประชานิยม ส่วนรายจ่ายเรื่องการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ แม้จะทำให้กรอบการสมดุลทางการคลังล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ควรปรับลดงบประมาณในการลงทุนลง แต่สามารถใช้วิธีการพีพีพีมาลดภาระการลงทุนภาครัฐได้
“การคุมวินัยทางการคลังเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดูว่าจะวางแผนในการควบคุมให้ได้ตามกรอบอย่างไร ซึ่งรัฐต้องมีทั้งแผนการหารายได้เพิ่มและแผนการปรับลดรายจ่าย ซึ่งการลดรายจ่ายควรที่จะลดรายจ่ายประจำ และวางกลไกไม่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณประชานิยมมากแต่ไม่ควรไปปรับลดรายจ่ายลงทุนภาครัฐเนื่องจากมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว” นณริฏ กล่าว
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เชื่อว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาในไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปีนี้ดีกว่าที่คาดจริง โดยการบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนจากข้อมูลของ สศช.ในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 3.8% ไตรมาสแรกที่ขยายตัวต่ำ ซึ่งได้ยอดขายรถยนต์ที่ขยายตัวประมาณ 13% เป็นตัวผลักดัน เป็นเพราะครบ 5 ปี ของมาตรการรถคันแรก ประกอบกับมีรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาเป็นตัวเร่งกำลังซื้อ
“ประเด็นคือตัวเลขที่ออกมามันดีจริง แต่มันเกิดจากปัจจัยเฉพาะ ทำให้ต้องดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะต่อเนื่องหรือไม่ เพราะแรงซื้อรถยนต์ในครึ่งปีหลังน่าจะมีแรงกดให้ลดลง ซึ่งในครึ่งปีหลังและในระยะต่อไป เรามองว่าการบริโภคภาคเอกชนจากแรงซื้อรถยนต์ไม่น่าจะดีต่อเนื่องเท่าไร ถ้าเทียบกับปลายปีที่แล้วมันน่าจะติดลบ จากการที่ฐานมันสูง เนื่องจากช่วงนั้นมีมาตรการทางภาษีออกมาทำให้คนเร่งซื้อก่อนมาตรการจะออกมาบังคับใช้ ดังนั้นในครึ่งปีหลังยอดซื้อรถยนต์คงไม่สูงอย่างไตรมาส 2” เชาว์ กล่าว
ในขณะที่รายงานจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย แจ้งว่า สถิติการจำหน่ายรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2559 ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในสภาวะชะลอตัวประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในครึ่งปีแรกมียอดขายรวมประมาณ 367,481 คัน ลดลง 0.4% โดยตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายลดลง 12.6% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขายเพิ่มขึ้น 7.6%
เชาว์ กล่าวต่อว่า เมื่อบวกกับภาคเกษตรก็ยังไม่ดีนัก แม้ภัยแล้งจะคลี่คลาย แต่ราคาพืชผลภาคการเกษตรยังไม่ดี ราคายางพารา ราคามันสำปะหลังยังติดลบ ราคาในตลาดโลกยังต่ำ ตลาดในจีนก็ยังไม่ดี ทำให้การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมอาจจะยังไม่ดีมากนัก ทำให้จีดีพีในครึ่งปีหลังคงยืนที่ 3.4% เท่าครึ่งปีแรกไม่ได้ แต่ในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยบวกจากการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยประคับประคองการลงทุนภาคเอกชนให้ดีขึ้นจากครึ่งปีแรกได้ ส่วนเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลกระทบแค่ระยะสั้นเท่านั้น ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกเชื่อว่าความเชื่อมั่นจะดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนก็น่าจะดีขึ้นด้วย ส่งผลให้จีดีพีในครึ่งปีหลังยังโตได้ แต่คงไม่โตที่ 3.4% เท่ากับครึ่งปีแรก คาดว่าน่าจะโตอยู่ที่ 3.2-3.3% ทำให้ปีนี้ทั้งปีอาจโตตามกรอบที่สภาพัฒน์คาดไว้ที่ 3-3.5% ได้
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวว่า ตัวเลขที่สภาพัฒน์ประกาศออกมาไม่ได้น่าแปลกใจและเป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง จากปีที่แล้วจีดีพีโต 2.8% มาไตรมาสแรก 3.2% และไตรมาส 2 ที่ 3.5% ตัวเลขที่ดีขึ้นส่วนหนึ่ง เพราะการส่งออกปีนี้ไม่น่าจะแย่เท่าปีที่แล้วที่ติดลบถึง 5.8% โดยปีนี้อาจจะติดลบเล็กน้อยถึงบวกนิดๆ แถมการลงทุนภาครัฐก็เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้น การท่องเที่ยวก็ดีขึ้นต่อเนื่อง น่าจะเป็นปัจจัยที่ดึงให้การลงทุนภาคเอกชนขยับตามบ้าง อย่างน้อยๆ แผนการเกิดรถไฟฟ้าก็ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เกิดตาม ขณะที่ผลกระทบจากรถคันแรกก็หมดไป เริ่มมีแรงซื้อรถยนต์ที่แท้จริงเข้ามา บวกกับแนวคิดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้ครึ่งปีหลังนี้น่าจะโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยน่าจะโตที่ 3.4-3.5% ได้ และทั้งปีน่าจะโตที่ 3.2-3.5%
“ปัจจัยที่จะทำให้โตได้พระเอกยังเป็นการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว ซึ่งการลงทุนภาครัฐน่าจะดึงการลงทุนภาคเอกชนให้ขยับตามได้ดีขึ้น ส่วนเหตุระเบิดไม่น่าจะกระทบการท่องเที่ยวมาก ถ้าไม่เกิดเหตุระเบิดซ้ำขึ้นมาอีกและเศรษฐกิจโลกไม่ทรุดลงไปมาก แต่คงหวังโตจากการบริโภคภาคเอกชนยังไม่ได้ เนื่องจากกำลังซื้อของรากหญ้ายังไม่ดี เพราะครัวเรือนยังมีหนี้สูง และราคาสินค้าภาคการเกษตรก็ยังแย่ การบริโภคภาคเอกชนจึงน่าจะยังเป็นตัวถ่วงในปีนี้อยู่” สมชาย กล่าว







