
เงินนอกดันบาทแข็งปึ้ก
ผู้ส่งออกอ่วม เจอค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 3% ตั้งแต่ต้นปี ทำกำไรหด ซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินช่วยได้ไม่มาก
ผู้ส่งออกอ่วม เจอค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 3% ตั้งแต่ต้นปี ทำกำไรหด ซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินช่วยได้ไม่มาก
ค่าเงินบาทเกิดความผันผวนอย่างหนัก เคลื่อนไหวไปในทางแข็งค่ามากในช่วง 1-2 วันนี้ โดยวันที่ 16 ส.ค. เปิดตลาดที่ 34.60/34.61 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำสถิติแข็งค่ารอบใหม่ในรอบ 13 เดือน
นายอรุณ จิรชวาลา กรรมการธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในช่วงนี้ จะทำให้กำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดกลับมาเป็นเงินบาทลดลง แม้จะซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง เพราะจะทำได้จำกัดเวลาคือซื้อไว้ 3 เดือน 5 เดือน เท่านั้น ไม่มีธนาคารไหนขายการป้องกันความเสี่ยงระยะยาวมาก และในปีนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ทำให้ผู้ส่งออกอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง
"ยังแนะนำให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยง ดีกว่าไม่มีเครื่องมือช่วยเลย ส่วนค่าเงินบาทยังผันผวนต่อไปตามปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างมาก ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์มาก่อนว่าเงินจะไหลเข้ามามากขนาดนี้" นายอรุณ กล่าว
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยในปี 2559 แล้ว ทั้งสิ้น 105,801 ล้านบาท เริ่มขายทำกำไรออกมาในวันที่ 16 ส.ค. จำนวน 929 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลง 11.59 จุด หรือ 0.75% ปิดที่ระดับ 1,537.52 จุด เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ แม้ว่าหุ้นพลังงานยังคงปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ตาม แต่มีแรงขายหุ้นธนาคารพาณิชย์และสื่อสารออกมา
ทั้งนี้ วันที่ 1-15 ส.ค. นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 24,529 ล้านบาท ต่อเนื่องจากรวม 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) มียอดซื้อ 81,272 ล้านบาท
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดไว้ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 2 ของไทยที่ขยายตัวมากกว่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ แม้จะมีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม
ทั้งนี้ ในเดือน ส.ค.ปีนี้ จากข้อมูลพบว่ามีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรไทยรวมแล้วกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก
"เงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็วในเวลาอันสั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจและการปรับตัวของเอกชนและเศรษฐกิจไทย โดย ธปท.จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดต่อไป" นางจันทวรรณ กล่าว







