
5ปัจจัยเสี่ยง ก่อนเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางตามโรดแมปกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดเจนว่าจะมีขึ้นในปี 2560 ทว่าเส้นทางกว่าจะไปถึงจุดนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ก้าวย่างของ คสช.อาจมีอันต้องสะดุดได้ไม่ยาก
เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับคำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ประชาชนเสียงข้างมาก 15,132,050 เสียง หรือ 58.07% ลงมติเห็นชอบกับคำถามที่ว่า
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
เจตนารมณ์ของคำถามนี้อยู่ที่การเปิดให้ สว. ชุดแรก 250 คน ที่จะมาจากการสรรหาของกรรมการสรรหาที่ คสช.แต่งตั้ง เข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่อาจหาข้อสรุปเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนเลือกตั้ง
ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนการปรับแก้ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องนำคำถามมาปรับแก้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ ซึ่งไม่รู้ว่าสุดท้ายเนื้อหาออกมาอย่างไร
ท่ามกลางความเป็นห่วงว่ารายละเอียดปลีกย่อยเรื่องขั้นตอนการเลือกนายกฯ ที่ให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนั้น อาจเขียนออกมาที่ให้อำนาจสว.มากกว่าที่คำถามกำหนดหรือไม่
แม้ขั้นตอนสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นคนชี้ขาด แต่ข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านกลไกต่างๆ ยังเป็นเงื่อนงำที่หลายคนเป็นห่วง หากไม่ชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมให้ดี ปมนี้อาจกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปแล้วได้
สอดรับกับความเคลื่อนไหวของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย
ต่อเนื่องกับปมการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 4 ฉบับ ที่ กรธ.จะต้องเร่งดำเนินการจัดทำให้แล้วเสร็จ เพื่อทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในกรอบเวลาที่กำหนดได้แก่ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.กกต. พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.
ประเด็นที่หลายคนจับตาอยู่ที่เนื้อหาในหลายส่วน อาทิ คุณสมบัติของ สส.ว่าจะตีกรอบเข้มขนาดไหน ทั้งคนที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองแล้วพ้นโทษแล้ว หรือคุณสมบัติต้องห้ามอื่นๆ จะออกมาอย่างไร ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องเซตซีโรพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองออกมาดักคอไม่เห็นด้วยล่วงหน้าและได้รับคำมั่นสัญญาจากทาง กรธ.ว่าไม่มีแนวคิดเรื่องนี้
ปัจจัยที่สอง เรื่องความรุนแรงที่กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบหลังสงบไปได้พักใหญ่ รอบล่าสุดกับระเบิดและเพลิงไหม้ 7 จุดพื้นที่ภาคใต้ ที่อยู่ระหว่างการติดตามสืบสาวหาตัวผู้กระทำผิดและผู้ที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดี
ปัญหาอยู่ที่หากไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี รวมทั้งหาทางสกัดไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงในอนาคต ความเชื่อมั่นของ คสช.ก็จะถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ และอาจกระทบต่อไปถึงเส้นทางเลือกตั้งในอนาคต
ปัจจัยที่สาม เรื่องเศรษฐกิจ หลังจากที่รัฐบาล คสช.พยายามอัดฉีดออกแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจนสัญญาณหลายอย่างดีขึ้น แต่ทว่าหลังเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นต่อ คสช.ลดลง ที่ส่งผลไปถึง ความเชื่อมั่นของต่างชาติ ที่จะพันไปถึงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว อย่างไม่อาจแยกกันได้
เมื่อปัญหาเศรษฐกิจสะเทือนไปถึงปัญหาปากท้องแรงกดดันจากประชาชนที่จะมีต่อ คสช. ก็จะมากขึ้นตามมา
ปัจจัยที่สี่ เรื่องการแต่งตั้งสังฆราชที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่เห็นควรให้ดำเนินการแต่งตั้งตามกระบวนการที่มหาเถรสมาคมมีมติไปแล้ว แต่อีกฝั่งยังเห็นว่ามีปัญหาเรื่องคดีความที่เกี่ยวข้องจนไม่กล้าผลีผลามดำเนินการ ทำให้เรื่องค้างคามาจนถึงปัจจุบัน
ขั้นตอนต่อจากนี้ไม่ว่าจะเลือกดำเนินการอย่างไร ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มมีผู้สนับสนุนอยู่จำนวนไม่น้อยและอาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้
ปัจจัยที่ห้า เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีที่ห่วงกันว่าจะนำมาสู่แรงกระเพื่อมภายในกองทัพและสะเทือนต่อไปถึงการดำเนินการของ คสช. ดังที่เคยเห็นในอดีต แม้ที่ผ่านมาจะสามารถควบคุมไม่ให้เหตุวุ่นวายได้แต่รอบนี้เป็นช่วงที่จะต้องจัดวางบุคคลมารับหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อน คสช.ส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลอนาคต แรงกระเพื่อมอาจมีมากกว่ารอบปกติ
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล่วนแต่มีผลที่อาจกระทบไปถึงเส้นทางการเลือกตั้งตามโรดแมป







