
บีบเอกชนตั้ง กอช. ลดภาระรัฐดูแลผู้สูงอายุ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
รัฐบาลเดินหน้าตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นมาตรการที่สำคัญอันหนึ่งที่จะดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยที่มีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอตามที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ซึ่งมี รมว.คลัง เป็นประธาน เสนอให้จัดตั้ง กบช. ซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 ซึ่งการตั้งกองทุนต่างๆ จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดนี้ก่อน
ต่อมาไม่ถึงสัปดาห์ คลังได้เสนอรายละเอียดร่าง พ.ร.บ. กบช. ส่งให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ ขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะหยิบขึ้นมาให้ไฟเขียวเมื่อไรเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถือเป็นการเดินหน้าออกกฎหมายอย่างรวดเร็วฉบับหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้
สาระสำคัญของ กบช.จะมีการบังคับให้ผู้ประกอบการเอกชนทุกแห่งตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง เพื่อที่จะได้มีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณอายุมากขึ้น โดยกฎหมายนี้จะเริ่มบังคับในปี 2560 เบื้องต้น จะบังคับกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีลูกจ้างมากกว่า 100 คนขึ้นไป เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ต้องมีภาระทางการเงินมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่
สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ จะให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายสมทบฝ่ายละ 3% ใน 3 ปีแรก และเพิ่มเป็น 5% และ 7% ในทุกๆ 3 ปี ต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกจ้างที่มีรายได้ไม่ถึง 1 หมื่นบาท/เดือน จะมีการยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ จะให้นายจ้างจ่ายสมทบให้ฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลเดินหน้าบังคับให้เอกชนตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ เนื่องจากการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ผ่านมา เป็นภาคสมัครใจที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงเห็นร่วมกัน ทำให้ปัจจุบันแรงงานในระบบ 14 ล้านคน อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น อีก 11 ล้านคนไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะผู้ประกอบการไม่ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากต้องการลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัท
ดังนั้น เมื่อมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับขึ้น ก็จะทำให้แรงงานในระบบที่เหลืออีก 11 ล้านคน เข้ามาอยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้มีเงินออมก้อนหนึ่งเพื่อใช้ดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุการทำงาน
การออกกฎหมาย กบช. ทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีรายได้หลังจากเกษียณและครอบคลุมทุกกลุ่ม ที่ผ่านมาแรงงานในระบบถึงไม่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจ ก็ยังอยู่ในระบบกองทุนประกันสังคม แต่รายได้หลังเกษียณจากกองทุนประกันสังคมน้อย ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้เมื่อมีรายได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้ามาเพิ่มก็จะทำให้มีรายได้พอใช้จ่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลข้าราชการประมาณ 1 ล้านราย ให้มีรายได้หลังเกษียณดำรงชีพอย่างเพียงพอ มีการตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อส่งเสริมการออมให้กับแรงงานนอกระบบจำนวน 24 ล้านคน ให้ออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย คือตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เพื่อให้มีเงินออมใช้หลังเกษียณ โดยปัจจุบัน กอช. มีสมาชิกแล้ว 5 แสนคน และตั้งเป้าในปีแรกนี้ให้ได้ 1 ล้านคน
นอกจากนี้ การออกกฎหมาย กบช. ยังเป็นการลดภาระของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย เพราะการดูแลผู้สูงอายุผ่านเบี้ยยังชีพเดือนละ 600-1,000 บาท ซึ่งไม่มากพอที่จะยังชีพผู้สุงอายุได้ แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถให้เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะงบประมาณมีจำกัด
ดังนั้น การตั้ง กบช.จึงเป็นการบีบให้แรงงานนอกระบบออมเงินไว้ใช้ในยามแก่ โดยที่ผู้ประกอบการต้องช่วยออมให้อีกแรงหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าให้ผู้ประกอบการช่วยอุ้มแรงงานให้มีรายได้ใช้ตอนแก่นั่นเอง
เช่นเดียวกับการตั้งกองทุน กอช.ที่ส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบออมเงินไว้ใช้ในยามแก่ โดยส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องจ่ายสมทบให้เพิ่ม เพราะแรงงานนอกระบบไม่มีนายจ้าง ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาอุ้มส่วนนี้ แต่ก็ถือว่า การใช้งบจะประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับการไม่ส่งเสริมให้แรงงานออมเงินไว้ใช้ในยามแก่เลย ซึ่งสุดท้ายจะเป็นภาระของรัฐบาลหนักอึ้งที่ต้องหางบประมาณมาดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การตั้ง กบช. แม้จะเป็นประโยชน์กับแรงงานในระบบอีก 11 ล้านคน ให้มีเงินออม และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลที่ลดภาระการดูแลคนแก่ในอนาคต เพราะคนแก่จะมีเงินออมเก็บไว้ใช้หลังจากเกษียณอายุได้มากพอจำนวนหนึ่งแล้ว แต่การตั้ง กบช.ก็ต้องถือว่าเป็นภาระกับผู้ประกอบการอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับไม่กระทบกับผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ถือว่าเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินดีระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี เหตุผลของกระทรวงการคลังดังกล่าว คงทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งเข้าข่ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทยหลายบริษัท ที่มีรายได้สูงเป็นล้านล้านบาท ทำกำไรแต่ละปีได้เป็นเป็นแสนล้านบาท แต่กลับไม่มีการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง ซึ่งรัฐบาลคงมองเห็นแล้วว่า อาจจะเป็นการเอาเปรียบลูกจ้างและรัฐบาลมากเกินไป จึงสบช่องที่จะออกฎหมายขึ้นมา เพื่อบังคับให้เอกชนเจ้าของกิจการ ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้น เพื่อดูแลส่งเสริมลูกจ้างให้ออมเงินใช้หลังเกษียณ







