
ออกจากเงา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บรรดาสื่อกระแสหลักในสหรัฐต่างพร้อมใจกันฉลองความยิ่งใหญ่กับทัพนักกีฬาว่ายน้ำ ที่ช่วยให้สหรัฐเป็นเจ้ากีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ และยังคว้าเหรียญทองได้ครบ 1,000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ต่างก็อยากอ่านอยากฟังข่าวดีของประเทศตัวเอง ในขณะที่กระแสการเมืองเรื่องโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังมาแรงไม่ตกเช่นกัน
ทว่าที่น่าแปลกใจก็คือ ไม่ค่อยมีใครสนใจข่าวเหตุประท้วงจนกลายเป็นการจลาจลรอบใหม่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองมิลวอล์กกี รัฐวิสคอนซิน และยังคงมีชนวนมาจากเรื่องสีผิวอีกเช่นเคย
ปัญหาในครั้งนี้มาจากตำรวจถูกผู้ต้องสงสัยยิงเสียชีวิตระหว่างเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจตรา และที่สุดแล้วก็นำไปสู่การจับตายผู้ต้องสงสัยคนดำที่อ้างว่ามีอาวุธปืนผิดกฎหมายอยู่ด้วยระหว่างกำลังหลบหนี กลายเป็นการจุดชนวนประท้วงเรื่องสีผิว และบานปลายไปสู่การจุดไฟเผารถยนต์และทำลายอาคารโดยรอบระหว่างการประท้วง จนตำรวจต้องขอกำลังเสริมจากกองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ (National Guard) มาช่วยควบคุมสถานการณ์
เป็นที่เข้าใจได้ว่ากรณีนี้ปลุกความสนใจไม่ขึ้นเหมือนเคสที่ดัลลัส เพราะไม่ได้มีผู้เสียชีวิตมาก หรือมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุชัดเจน แต่เป็นเรื่องของตำรวจและผู้ต้องสงสัยคนร้ายผิวดำเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การที่เหตุการณ์นี้ถูกขยายวงไปสู่การประท้วงและลุกลามบานปลายขึ้นอีกครั้งนั้น ก็สะท้อนได้เช่นกันว่าปัญหาทางเชื้อชาติระหว่างคนขาวและคนดำในสหรัฐนั้น ยังไม่จางลง และพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้เสมอตามสถานการณ์ ซึ่งอาจจบลงโดยไม่เสียเลือดเนื้อมากนักเหมือนที่มิลวอล์กกี หรืออาจบานปลายนองเลือดยิ่งกว่าครั้งที่ดัลลัส ซึ่งมีตำรวจเสียชีวิตถึง 5 นาย ก็เป็นได้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสการรณรงค์เรียกร้องสิทธิคนดำของกลุ่ม แบล็ก ไลฟ์ส แมตเทอร์ (Black Lives Matter) เริ่มจุดติดมากขึ้นนับตั้งแต่กรณีการจลาจลที่เมืองเฟอร์กูสัน เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ปัญหาด้านเชื้อชาติระหว่างคนขาวและคนดำที่ถูกสั่งสมมาหลายยุคสมัย ทยอยถูกเปิดเผยขึ้นมาทีละน้อยๆ ผ่านการประท้วงใหญ่เพื่อเรียกความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้างยิ่งขึ้น
แม้แต่นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิกเหรียญทองสหรัฐอย่าง ซีโมน มานูเอล ซึ่งเพิ่งคว้าเหรียญทองเดี่ยวหญิงฟรีสไตล์ 100 เมตรมาได้ และเป็นเหรียญทองแรกในประวัติศาสตร์ของนักกีฬาว่ายน้ำสหรัฐที่เป็นคนดำ ก็ยังเปิดใจหลังแข่งเสร็จว่า ต้องการให้ชัยชนะครั้งนี้เป็นการทลายอุปสรรคสำหรับคนดำในการว่ายน้ำ ให้กีฬาว่ายน้ำมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้น
เพราะสระว่ายน้ำนั้นถือเป็นเสมือนที่แบ่งแยกเชื้อชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในหลายรัฐ และเป็นมาต่อเนื่องหลายยุคสมัย การถูกกีดกันในยุคปู่ย่า ก็มักจะถ่ายทอดมาสู่คนรุ่นถัดๆ ไป ที่ไม่สนับสนุนให้ลูกหลานไปว่ายน้ำ เพราะไม่อยากให้เผชิญเหตุการณ์เดียวกัน ทำให้แวดวงกีฬาว่ายน้ำมีนักกีฬาผิวดำอยู่น้อยมาก
ปัญหาสีผิวในอเมริกาที่เริ่มปะทุออกมานั้นคงไม่สามารถจบลงได้ง่ายๆ และอาจมีเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นได้เสมอ แต่อย่างน้อย การต่อสู้อย่างถูกทางเช่นเงือกสาวรายนี้ ท่ามกลางอนาคตของคนรุ่นใหม่ๆ ที่ทยอยดีขึ้นกว่าเดิม ก็อาจทำให้ปัญหานี้ไม่ดำทะมึนจนเกินไปนักเช่นกัน







