
หวั่นสถิติจีนไม่เที่ยงพอ วัดชีพจรเศรษฐกิจไม่ชัด
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
นับเป็นเวลานานแล้วที่นักเศรษฐ ศาสตร์นานาชาติจำนวนมากล้วนมีคำถามว่าสถิติต่างๆ ของทางการจีนนั้น สามารถสะท้อนสภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศได้จริงหรือไม่
แม้ว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หวัง เป่าอัน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนคนใหม่ จะยืนยันว่าข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของทางการจีนมีความแม่นยำและเชื่อถือได้ โดยอ้างถึงข้อมูลการจัดเก็บภาษีและจำนวนทีมงานจัดทำสถิติที่มีจำนวนราว 2 หมื่นคน แต่ประเด็นเกี่ยวกับสถิติเศรษฐกิจของจีนยิ่งชวนสงสัยมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของแต่ละมณฑลจีนช่วงครึ่งแรกของปี 2016
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างบริษัทวิจัยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคบีเอ็มไอ รีเสิร์ช จากอังกฤษว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของจีดีพีของ 30 มณฑลจากมณฑลทั้งหมด 31 แห่ง อยู่ที่ 7.3% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2015 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขจีดีพีทางการของรัฐบาลจีนที่ 6.7%
สถิติที่ไม่สอดคล้องกันดังกล่าวมีสาเหตุมาจากตัวเลขการขยายตัวของแต่ละมณฑลมีความแตกต่างกันมาก วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างหลิน โชว นักวิเคราะห์จากบีเอ็มไอ รีเสิร์ชว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีประวัติการปั่นตัวเลขดังกล่าวมาอย่างยาวนาน เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลกลาง
ข้อมูลระบุว่ามณฑลแถบตะวันตกที่มีความเจริญค่อนข้างน้อย เช่น ซินเจียง ทิเบต และชิงไห่ ได้รับงบประมาณกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งส่งผลให้มณฑลดังกล่าวขยายตัวรวดเร็วกว่ามณฑลแถบตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยจีดีพีของมณฑลทิเบตปรับตัวขึ้นสูงถึง 10.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 สวนทางการขยายตัวของมณฑลเหลียวหนิงที่หดตัวลง 1%
แม้ว่าตัวเลขจีดีพีของมณฑลส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่การลงทุนจากภาคเอกชนซึ่งเป็นตัววัดความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจนั้น กลับไม่เพิ่มขึ้นสูงตามไปด้วย
ข้อมูลทางการจากสภาเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (เอ็นดีอาร์ซี) หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 2.8% ในครึ่งแรกของปี 2016 ต่ำกว่าช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ที่ 3.9%
ทั้งนี้ เอ็นดีอาร์ซี มองว่าในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น การใช้เครื่องมือด้านนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลควรเป็นไปเพื่อเพิ่มการลงทุนภาคเอกชน มากกว่าจะเป็นการพึ่งพางบประมาณกระตุ้นจากรัฐบาลกลางเพื่อหนุนการขยายตัว โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าให้ภาคเอกชนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของจีดีพีจีน และช่วยเพิ่มการจ้างงานประมาณ 80%
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนแรง บ่งชี้ว่าทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจดูจะไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลจีนคาดหวังไว้มากนัก อีกทั้งตัวเลขข้างต้นยังถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่กว่า 20% ต่อปี
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของบลูมเบิร์กที่ระบุว่า มณฑลชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในมณฑลที่ยากจนที่สุดของประเทศ มียอดการลงทุนภาคเอกชนร่วงลง 13.8% สวนทางกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมที่พุ่งขึ้น 12% เนื่องจากการทุ่มเพิ่มงบประมาณของรัฐบาลและกลุ่มรัฐวิสาหกิจ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ามุมมองของนักลงทุนเอกชนดูจะแตกต่างจากรัฐบาลจีนมากพอสมควร
การอัดงบประมาณเพิ่มจากรัฐบาล หรือที่เรียกว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแอบแฝง เช่น การสนับสนุนเงินลงทุนในโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานภายในภูมิภาคนั้น ไม่ได้ช่วยให้มณฑลต่างๆ ขยายตัวได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน อีกทั้งจะยิ่งเพิ่มสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีของรัฐบาลกลางให้สูงขึ้นตามไปด้วย
บลูมเบิร์กรายงานอ้างธนาคารยูบีเอสและธนาคารเจพีมอร์แกนคาดการณ์ว่า การกระตุ้นแบบแอบแฝงนั้นมีแนวโน้มทำให้รัฐบาลจีนขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 10% ของจีดีพีในปีนี้ จากเป้าหมายในปัจจุบันของรัฐบาลที่ 3%
นอกเหนือจากตัวเลขจีพีดีที่ดูเหมือนจะไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงแล้วนั้น อัตราการว่างงานที่เปิดเผยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจอยู่ที่ระดับต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน
แม้ว่าเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนได้ตัดสินใจขยายการสำรวจแรงงานภายในประเทศ จาก 31 เมือง ไปสู่ 65 เมือง แต่บลูมเบิร์กรายงานอ้างฟาธอมคอนซัลติ้ง บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินจากอังกฤษว่า อัตราการว่างงานของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 3 เท่า อยู่ที่ 12.9% นับตั้งแต่ปี 2012 ขณะที่ข้อมูลอัตราว่างงานทั่วประเทศจากทางรัฐบาลจีนระบุว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ราว 4% ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลอัตราการว่างงานจากรัฐบาลของประชากรใน 5 เมืองใหญ่ของจีนยังคงอยู่ที่ราว 5.1% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ฟาธอมคอนซัลติ้งเสริมว่า แม้ไม่มีการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในจีน แต่อัตราว่างงานแฝงเร้น ซึ่งหมายถึงจำนวนแรงงานที่ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพหรือเต็มเวลา กลับปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอัตราว่างงานแฝงเร้นดังกล่าวของจีนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจีน ยังคงไม่กวาดล้างบริษัทซอมบี้ หรือธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและอยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือของรัฐ เนื่องจากเกรงว่าการกระทำดังกล่าวอาจยิ่งทำให้ปัญหาการว่างงานเห็นได้ชัดเจนขึ้น
ตัวเลขจีดีพีภูมิภาคและอัตราการว่างงาน ถือเป็นเพียงบางตัวอย่างที่บ่งชี้ว่าตัวเลขสถิติทางการ อาจไม่ได้แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจจริงของจีน โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจจากทางการจีนดูจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือมากอย่างที่ควรเป็นนั้น มาจากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานจัดทำข้อมูล อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสภาแห่งรัฐจีน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภายนอกน้อยมาก รวมถึงการที่หน่วยงานแทบไม่เปิดเผยแหล่งข้อมูลในการเก็บรวบรวมสถิติ แนวทางการจัดทำสถิติ และจำกัดหน่วยงานอื่นๆ ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามย้ำว่าข้อมูลของทางการมีความน่าเชื่อถือ แต่หากกระบวนการจัดทำสถิติยังไม่มีความชัดเจนมากพอหรือสามารถถูกหักล้างได้เช่นนี้ จีนคงจะต้องตอบคำถามเดิมซ้ำๆ หรือต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองต่อไปอีกนานหากต้องการขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างแท้จริง







