
ครัวเรือนดันจีดีพีพุง
พล.อ.ประยุทธ์ ดีใจเศรษฐกิจไตรมาส 2 ดีเกินคาด ดันจีดีพีครึ่งปีขยายตัวถึง 3.4% สวนทางเศรษฐกิจโลก
พล.อ.ประยุทธ์ ดีใจเศรษฐกิจไตรมาส 2 ดีเกินคาด ดันจีดีพีครึ่งปีขยายตัวถึง 3.4% สวนทางเศรษฐกิจโลก
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้ ว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 3.5% นับเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 13 ไตรมาส ทำให้เมื่อรวมกับไตรมาสแรกที่จีดีพีอยู่ที่ 3.2% ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีขยายตัวได้ถึง 3.4%
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบข้อมูลเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีเกินคาด ซึ่งนายกฯ ดีใจ เพราะกังวลใจกับเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปอีก ต้องเร่งผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ทีมเศรษฐกิจเสนอให้ออกมารวดเร็ว ดังนั้นเศรษฐกิจดีก็ต้องให้เครดิตนายกฯ ด้วย
“ช่วงที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศจีดีพีอยู่ที่ 2.8% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 3.5% สะท้อนผลของมาตรการรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ขณะนี้การเมืองมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจดีขึ้น เครื่องยนต์เริ่มติดประชาชนมั่นใจก็จะเริ่มจับจ่ายใช้สอย” นายสมคิด กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับการเติบโตในระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยจะเดินหน้านโยบายสำคัญที่ได้ประกาศไปแล้ว สำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลภาคเกษตรให้มีรายได้มากขึ้น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจในไตรมาส 2 เติบโตสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เป็นเพราะมีหลายปัจจัยกลับมาสนับสนุน โดยเฉพาะการบริโภคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้นมาก รายได้เกษตรกรดีขึ้นเป็นการกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส จากปัญหาภัยแล้งคลี่คลาย การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาเป็นบวก จากก่อนหน้านี้มีเพียงการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐที่เป็นแรงส่งเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ สศช.ยังคงประมาณการทั้งปีว่าจะขยายตัว 3-3.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 3.3% ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวสูงกว่าค่ากลาง เพราะจะมีปัจจัยสนับสนุนหลายส่วน ทั้งจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งจากงบประมาณประจำ งบเหลื่อมปี และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมเป็นวงเงินประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจำนวน 11 มาตรการ วงเงินรวม 6.7 แสนล้านบาท ที่จะมีการเบิกจ่ายในช่วงครึ่งปีหลังอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายและขับเคลื่อนโครงการของภาครัฐให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และการดำเนินมาตรการที่อยู่ภายใต้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รอการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่เพิ่มขึ้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ควรไปเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนไปแล้วให้มีการลงทุนจริง หลังจากที่ตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีการขอส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 419% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทย แต่ตัวเลขการลงทุนจริงยังไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร







