posttoday
เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับทรัพย์สินทางปัญญาที่หลากหลาย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับทรัพย์สินทางปัญญาที่หลากหลาย

18 สิงหาคม 2553

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

จากตัวอย่างคดีฟ้องร้องในฉบับที่แล้วที่ Michael Baigent และ Richard Leigh ผู้เขียน The Holy Blood and The Holy Grail ฟ้อง แดน บราวน์ ผู้เขียน Da Vinci Code โดยเลือกที่จะไม่ฟ้องว่า แดน บราวน์ ลอกเลียนสาระสำคัญของเรื่องไป เพราะเรื่อง The Holy Blood and The Holy Grail เป็นเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ที่เก็บรวบรวมข้อเท็จจริงมา ไม่ใช่นวนิยายที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นจากความคิด จึงไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และได้รับการคุ้มครอง นาย Michael Baigent และนาย Richard Leigh จึงฟ้องร้องวิธีการ (Manner) ซึ่งทั้งสองผูกโยงและพยายามพิสูจน์ว่า มีการสืบสายเลือดของพระเยซูมาจนถึงราชวงศ์ Merovingian ของฝรั่งเศส ซึ่งในที่สุดแล้วศาลก็ตัดสินว่า แดน บราวน์ ไม่ผิด

สำหรับกฎหมายไทยก็มีกรณีที่คล้ายกัน คือ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยคัดลอกข้อความและรูปภาพตำราพรหมชาติหมอดูของโจทก์ ซึ่งจดทะเบียนแล้วขึ้นพิมพ์ในสมุดปฏิทินพกจำหน่าย ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิในตำราพรหมชาติที่เก็บรวบรวมขึ้นจากของโบราณ แต่การมีกรรมสิทธิ์ได้เช่นนี้ไม่หมายตลอดไปถึงกรรมสิทธิ์ในข้อความที่รวบรวมขึ้น มีกรรมสิทธิ์เฉพาะรูปร่างและลักษณะของข้อความที่ได้เก็บรวบรวมขึ้นเท่านั้น ซึ่งผู้รวบรวมทีหลังก็ทำได้ แต่ห้ามไม่ให้คัดลอกจากที่เขารวบรวมไว้ ต้องดำเนินการเท้าความในเรื่องที่เขาได้เก็บรวบรวมขึ้นใหม่เอง ถึงจะเหมือนกับที่ผู้รวบรวมไว้แล้ว ก็ไม่เป็นการล่วงกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ทำไว้ก่อน นอกจากจะคัดลอกมาโดยตรง สมุดปฏิทินพกของจำเลยที่มีตำราหมอดูนี้ จำเลยหาได้คัดลอกจากสมุดตำราของโจทก์ไม่ จำเลยได้เก็บรวบรวมขึ้นเอง จึงให้ยกฟ้องเสีย

หรืออีกกรณีที่เกี่ยวข้องกับดนตรีกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมตกทอดมา ก็คือ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ว่าจ้างนักดนตรีไทย 10 คน รวมกันขึ้นเป็นวงดนตรีปี่พาทย์ไม้นวม บรรเลงเพลงไทยเดิมหลายสิบเพลง โจทก์อัดเทปเพลงเหล่านั้นไว้จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป แต่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยลักลอบอัดเพลงไทยเดิมไป 4 เพลง ออกจำหน่าย ซึ่งกรณีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเพลงไทยเดิมเหล่านั้นตกเป็นสมบัติสาธารณะ โจทก์อัดเทปขายแก่ครูที่มารับการอบรมและคนทั่วไปเพื่อสอนนักเรียน และเผยแพร่ดนตรีไทยโดยมิได้แสดงสงวนสิทธิ์ในม้วนเทปนั้นๆ และจำเลยก็เป็นแต่เพียงผู้รับจ้างอัดเทปที่โจทก์อัดขายเพลงเหล่านั้นลงในเทปของผู้นำมาว่าจ้างให้อัด มิใช่จำเลยอัดและขายเอง จึงไม่เป็นการละเมิด (คำพิพากษา 2 เรื่องนี้นำมาจากรวมคำพิพากษาศาลฎีกา : คดีลิขสิทธิ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ)

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์รูปแบบต่างๆ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญคือ สนธิสัญญากรุงเบิร์น (Bern Convention) และมีกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้หลักการเดียวกับสนธิสัญญากรุงเบิร์น ให้ความคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่กฎหมายลิขสิทธิ์ก็มีข้อจำกัดและข้อยกเว้นต่างๆ พอสมควร

อย่างไรก็ตาม โดยที่ผู้เขียนจะยังไม่เขียนเรื่องลิขสิทธิ์โดยตรง แต่ยังเขียนอยู่ในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงจะยังไม่ขอลงรายละเอียดว่าลิขสิทธิ์คืออะไร อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แต่จะขอพูดเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก่อน ซึ่งกรณีของการแสดงออกทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน (Traditional Cultural Expression) ก็เป็นช่องโหว่ที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ยังคุ้มครองไม่ดีพอ หรือในบางกรณีอาจทำให้มีผลกระทบด้วยซ้ำไป

คำว่า การแสดงออกทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือ Traditional Cultural Expression นั้นหมายความเช่น ดนตรีพื้นบ้าน การแสดงพื้นบ้าน การออกแบบหรือสัญลักษณ์แบบพื้นบ้าน และการสร้างสรรค์ที่แสดงออกโดยวัฒนธรรมของชนท้องถิ่น ซึ่งถ่ายทอดกันมาจากสมัยโบราณ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์มาในสมัยโบราณ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้นักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์รุ่นหลังๆ ได้ แต่กฎหมายลิขสิทธิ์มักจะไม่คุ้มครองสิ่งเหล่านี้ โดยถือว่าหมดอายุการคุ้มครองแล้ว เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นโดยทั่วไปจะคุ้มครองสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นนับตั้งแต่วันที่สร้างสรรค์ไปจนชั่วชีวิตผู้สร้างบวกอีก 50 ปี บางประเทศอาจบวก 60 ปี เช่น อินเดีย ส่วนสหรัฐ และสหภาพยุโรป บวกให้อีก 70 ปี และเม็กซิโกบวกอีก 100 ปี นับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย แต่ไม่ว่าจะบวกอีกกี่ปี ในที่สุดแล้วก็ต้องตกเป็นสมบัติสาธารณะที่ใครจะลอกไปก็ได้ ซึ่งกรณีของมรกดทางวัฒนธรรมโดยทั่วๆ ไปก็มักจะมีอายุมากกว่า 100 ปีด้วยซ้ำ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

นอกจากนี้ การที่ปัจจุบันมีการนำมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงจารีตประเพณีต่างๆ ของพื้นบ้านมาสร้างสรรค์ต่อ งานนั้นกลับได้รับการคุ้มครอง เพราะถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่เกิดจากความคิดมนุษย์ และเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โดยเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทำซ้ำ ดัดแปลง ให้เช่าต้นฉบับ หรือสำเนางาน โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง ตลอดจนให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น รวมถึงอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ เป็นต้น

ปัญหาข้างต้นนี้ ทำให้บางประเทศต้องออกกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครอง Traditional Cultural Expression เช่น นิวซีแลนด์ ปานามา กานา เปรู เป็นต้น เพราะนอกจากจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปแล้ว มรดกทางวัฒนธรรมยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมได้ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่า อะไรคือความเหมาะสม และกรณีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม หรือพื้นบ้านตกทอดกันมานี้ ใครเป็นเจ้าของ การคุ้มครองนั้นคุ้มครองให้กับใคร เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบันให้การคุ้มครองงานของผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากมีผู้สร้างสรรค์ๆ จึงเป็นเจ้าของ และงานนั้นได้รับการคุ้มครอง แต่กรณีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาจหาเจ้าของไม่ได้ และโดยข้อเท็จจริงก็มักจะตกเป็นของชุมชนแล้ว

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO : World Interllectual Property Organization) ก็มีโครงการจัดทำแนวทางที่ดีที่สุด (Best Practice) ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกนำมาบันทึกเป็นข้อมูลสมัยใหม่ เช่น ใส่คอมพิวเตอร์ หรือขึ้นอินเทอร์เน็ต เช่น การบันทึกเพลงพื้นบ้าน ศิลปกรรม และแบบต่างๆ (Design) ลงในระบบดิจิตอล ซึ่งในแง่หนึ่งอาจจะดีที่ทำให้มรดกทางวัฒนธรรม หรือการแสดงออกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านสามารถเผยแพร่ไปสู่ประชาชนได้มากขึ้นทางอินเทอร์เน็ต แต่ขณะเดียวกันคนก็อาจมีผู้นำไปใช้ในทางที่ผิด หรือไม่เหมาะสมได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรจึงจะสามารถคุ้มครองได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ตึงเกินไปจนไม่มีใครนำมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างมากมายไปสร้างสรรค์ต่อได้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะต้องเลือกใช้นโยบายให้ถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศและสถานการณ์

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69