posttoday
กระตุ้นออมเงินรับ 'วัยเกษียญ' คลังหวังอนาคตได้คุ้มเสีย

กระตุ้นออมเงินรับ 'วัยเกษียญ' คลังหวังอนาคตได้คุ้มเสีย

18 สิงหาคม 2553

การออกมาส่งสัญญาณของกระทรวงการคลัง ที่ในปีนี้พร้อมจะไฟเขียวให้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ทำประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาท หรือไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกินรายละ 2 แสนบาท หลังจากปีก่อนหน้านี้เพิ่งอนุมัติให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ทำประกันชีวิตแบบเดิมได้ถึง 1 แสนบาท

การออกมาส่งสัญญาณของกระทรวงการคลัง ที่ในปีนี้พร้อมจะไฟเขียวให้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ทำประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาท หรือไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกินรายละ 2 แสนบาท หลังจากปีก่อนหน้านี้เพิ่งอนุมัติให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ทำประกันชีวิตแบบเดิมได้ถึง 1 แสนบาท

โดย....ทีมข่าวการเงิน

 

กระตุ้นออมเงินรับ 'วัยเกษียญ' คลังหวังอนาคตได้คุ้มเสีย

นอกจากจะทำให้คนในแวดวงธุรกิจประกันชีวิตมีความคึกคักขึ้นมาแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไปเองก็พลอยได้รับข่าวดีไปด้วย เมื่ออนาคตจะได้มีเงินก้นถุงไว้เลี้ยงดูตัวเองยามแก่เฒ่าได้

นโยบายการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับประกันแบบบำนาญนั้น แม้จะเป็นข้อเสนอของภาคเอกชนที่ต้องการกระตุ้นตลาดประกันชีวิต แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงในระยะยาวก็หนีไม่พ้นคนทำประกันเจ้าของเงินนั่นเอง แม้ภาครัฐเองจะได้รับผลกระทบที่ต้องเสียประโยชน์จากการเก็บภาษีได้ลดลงบ้าง

แต่เมื่อเทียบกับระยะยาวแล้วต้องถือว่ารัฐบาลได้รับประโยชน์มหาศาล หากมาตรการลดหย่อนภาษีประกันชีวิตแบบบำนาญได้ผล ประชาชนตื่นตัวหันมาทำประกันชีวิตกันมากขึ้น ก็ย่อมเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาเก็บออมเงินในระยะยาวเพื่อไว้จับจ่ายใช้สอยหลังเกษียณอายุด้วยเงินของตัวเอง แทนการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านคน จากปี 2552 ที่มีอยู่จำนวน 7 ล้านคนด้วย โดยมีแนวโน้มครอบครัวคนไทยก็จะเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นและส่งผลให้เกิดสังคมผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวมากขึ้นตามไปด้วย

“หากมีการลดหย่อนภาษีประกันชีวิตแบบบำนาญในปีนี้ จะทำให้ประชาชนสนใจหันมาออมเงินผ่านประกันชีวิตมากขึ้น และทำให้ประกันชีวิตแบบบำนาญเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นแบบประกันที่สามารถช่วยเหลือภาระเรื่องงบประมาณสวัสดิการของรัฐบาลลงได้” นายสุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าว

ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้ต้องถือว่าเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะปัจจุบันประกันชีวิตแบบบำนาญที่ขายอยู่ในตลาดขณะนี้ จะให้ความคุ้มครองจนถึงอายุ 99 ปี หรือตลอดชีพ และไม่สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จได้

แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญที่จะออกมาใหม่นี้ ประชาชนสามารถเลือกรับเงินบำนาญทุกเดือนไปจนเสียชีวิต หรือรับก้อนเดียวทั้งจำนวน โดยบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญให้กับลูกค้าตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไปจนถึงอายุ 85 ปี

ดังนั้น จึงเท่ากับว่าในอนาคตระยะยาวภาครัฐจะได้รับผลประโยชน์กลับมาในรูปของเงินคงคลังที่มีอยู่จำกัดและต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจไม่จำเป็นต้องใช้มากมายเพื่อมาดูแลกับประชาชนกลุ่มที่มีเงินออมเพื่อรองรับวัยเกษียณอีก คุณภาพชีวิตของคนไทยในวัยเกษียณอายุก็ย่อมดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แม้ส่วนหนึ่งภาคธุรกิจประกันชีวิตจะได้รับประโยชน์ และอาจช่วยกระตุ้นให้ยอดขายของธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้น 15-20% หรือมีเบี้ยประกันเข้าสู่ธุรกิจ 2.9-3.1 แสนล้านบาท แต่เงินส่วนนี้ก็จะถูกหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นในทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งในเรื่องของเงินลงทุนจากธุรกิจประกันชีวิต หรือการจัดเก็บภาษีจากบริษัทหรือตัวแทนขายประกัน

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลยังไม่ทำอะไรหรือยังไม่มีมาตรการออกมากระตุ้นให้ประชาชนในประเทศเกิดการออมอย่างจริงจังเพื่ออนาคต นั่นก็ย่อมส่งผลทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระเรื่องงบประมาณสวัสดิการสำหรับดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วรัฐบาลจะหาเงินมาได้เพียงพอตลอดรอดฝั่งหรือ ในเมื่อแนวโน้มประชาชนคนไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุวัยเกษียณจากการทำงานมากขึ้น วัยแรงงานที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและทำให้รายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้อย่างที่คาด

ทั้งนี้ หากพูดถึงตลาดประกันชีวิตสำหรับคนไทยประมาณ 65 ล้านคน ยังถือว่ามีโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้อีกมาก แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังออมเงินผ่านประกันชีวิตอยู่น้อยมาก เมื่อมีคนไทยถือกรมธรรม์ประกันชีวิตเพียง 30% เบี้ยรับรวมที่ได้คิดเป็น 2.1% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีเท่านั้น

และคนไทยยังมีหลายชนชั้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่มีสัดส่วนมากถึง 70% ของ 65 ล้านคน ที่ยังไม่มีประกันชีวิต ดังนั้นการกระตุ้นจากรัฐบาลครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญ อาจทำให้สัดส่วนคนไทยที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยมีประกันชีวิตหันมาทำประกันชีวิตเพื่อดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ความคุ้มครองที่ได้อาจยังไม่เพียงพอ และอาจยังต้องพึ่งสวัสดิการจากรัฐอยู่ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยรู้จักหันมาพึ่งตัวเองมากขึ้น เป็นหลักการเดียวกับการออมของข้าราชการผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงการคลังได้อนุมัติตามที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ที่ให้มีการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) และสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆ อีกไม่เกิน 5 หมื่นบาท

รวมถึงแบบประกันพ่วงการลงทุน อย่างแบบประกัน ยูนิต ลิงค์ และแบบประกันยูนิเวอร์แซลไลฟ์ ที่เสนอให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีในแบบขั้นบันได ที่ในปีแรกหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ปีที่ 2 ไม่เกิน 2 แสนบาท และปีที่ 3 ไม่เกิน 5 แสนบาท

ย่อมส่งผลให้ภาครัฐลดภาระเรื่องงบประมาณด้านสวัสดิการที่ใช้ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลประชาชนได้อีกส่วนหนึ่ง แม้ต้องแลกกับการจัดเก็บภาษีที่ลดลงก็ตาม ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทุกปี 7-10% ซึ่งนั้นหมายถึงงบประมาณที่รัฐต้องจัดสรรด้านการรักษาพยาบาลประชาชนเพิ่มเติมขึ้นในแต่ละปีด้วย

พูดถึงแบบประกันสุขภาพและประกันพีเอแล้ว เป็นแบบประกันที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและสามารถดูแลตัวเองได้ เนื่องจากมีเบี้ยประกันต่อปีไม่แพงมากนัก และยิ่งหากได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษี ส่งผลให้ประชาชนหันมาทำประกันสุขภาพหรือประกันพีเอมากขึ้น โดยยอมควักเงินของตัวเองเป็นค่าเบี้ยประกันเพื่อให้บริษัทประกันดูแลแทนรัฐ

การที่รัฐบาลยอมที่จะเสียประโยชน์ด้านการจัดเก็บภาษีส่วนหนึ่งเพื่อแลกกับการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาออมเงินเพื่อวัยเกษียณ และดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่ภาครัฐเองจะได้ประโยชน์ในระยะยาว เมื่อสามารถนำเงินงบประมาณในส่วนที่เคยจ่ายเป็นสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหรือเพื่อดูแลวัยเกษียณ เปลี่ยนเป็นงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศในส่วนอื่นได้

ที่สำคัญทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตของตัวเองมากขึ้น จะได้ไม่ต้องมาผูกกับความหวังตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตามกระแสการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์