
เหนือปราชัย-อีสานชนะหวิว พท.เตรียมปรับรับเลือกตั้ง
ผลการออกเสียงประชามติของประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เพื่อไทยต้องเร่งปรับตัว
โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ
เมื่อผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเรื่องการให้ สว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส.ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้ภาคการเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะอดีตพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังพื้นที่ฐานเสียงของพรรคอย่างภาคเหนือกลับลงมติเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ หรือภาคอีสาน แม้จะไม่เห็นชอบมากกว่าเห็นชอบ แต่คะแนนที่ลงมติไม่เห็นชอบกลับลดน้อยลงจากการประชามติเมื่อปี 2550
คีย์แมนสำคัญของพรรคเพื่อไทย “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยอมรับกับโพสต์ทูเดย์ ว่า ผลการออกเสียงประชามติของประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคต้องเร่งปรับตัว
“จะวัดการเมืองจากผลประชามติอย่างเดียวคงไม่ได้ เราต้องวิเคราะห์ในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ให้รอบด้าน เพราะสัดส่วนการออกเสียงประชามติครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับเมื่อปี 2550 เท่าไหร่นัก การร่างรัฐธรรมนูญหรือกติกาคราวนี้เหมือนตีเช็คเปล่าให้ไป ซึ่งยังไม่รู้เรื่องรายละเอียดของกฎหมายลูกอีก 10 ฉบับจะเป็นเช่นไร และจะออกมาแบบไหน พรรคการเมืองต้องปรับตัวอย่างไร แต่อย่างน้อยพรรคการเมืองทุกพรรค เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ต้องตระเตรียมตัวเองที่จะกลับเข้าไปอยู่ในภาระหน้าที่ทบทวนตัวเอง”
“การลงประชามติครั้งนี้ส่งผลให้ทุกคนต้องกลับไปดูวิเคราะห์ความต้องการที่เป็นจริงของประชาชนทั้งหมด เวลานี้อาจจะเร็วเกินไปที่ผู้ชนะ รัฐบาลหรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาประกาศอย่างนั้นอย่างนี้เป็นประโยชน์ของฝ่ายตน แต่ต้องมาตีความต้องการอะไรที่จะเป็นประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง มาดูว่าประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานที่มีความต้องการอะไร”
อย่างไรก็ตาม ภูมิธรรม ระบุว่า แต่อีกด้านตอนนี้เรายังไม่สามารถวิเคราะห์สภาพการเมืองอะไรได้มากนัก เพราะเราต้องรู้ทิศทางการออกกฎหมายลูก รวมถึงการปลดล็อกของกฎหมายที่มีต่อพรรคการเมืองเสียก่อน
ขณะที่ นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นว่า การออกเสียงประชามติและหาเสียงเรื่องตั้งคนละกรณี คนละสถานการณ์ และคนละวัตถุประสงค์ ดังนั้นเราจึงไม่กังวลจากคะแนนที่ออกมา เพราะการที่จะวิเคราะห์ถึงคนโหวตรับมีหลายเหตุผล เราไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุผลจากคนส่วนใหญ่จริงๆ แล้วคืออะไร แต่คิดว่าเหตุผลหนึ่งเพราะคนอยากเลือกตั้ง อยากจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ และคนก็เลือกความชัดเจนของสถานการณ์ที่ไมได้เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ แต่ก็ดีว่าที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปร่างอย่างที่ไม่รู้เลยว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ส่วนเหตุคนเบื่อการเมืองเบื่อความไม่สงบคงมี
ส่วนการปรับตัวของพรรคเพื่อไทยภายใต้กฎกติกาใหม่นี้ นพดล ประเมินว่า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้หรือพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่คงต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้เข้ากับกติกาที่จะเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่ากฎหมายลูกที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไร แต่คงไม่หนีไปจากเนื้อหาหลักของรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยตามเชิงทฤษฎี และหลังจากที่กฎหมายปลดล็อกสามารถให้พรรคการเมืองได้หารือกันได้
“ส่วนตัวคิดว่าการปรับตัวของพรรคแนวโน้มน่าจะมี 2 ระดับ คือ 1.ปฏิบัติการตามกติกาใหม่ และ 2.เรื่องการปรับตัวให้เป็นพรรคที่สามารถทำงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังให้พี่น้องประชาชน เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก บทบาทของพรรคในอนาคตที่จะเป็นกลไกนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า จะต้องปฏิรูปพรรคพอสมควร เช่น เรื่องการคัดสรรคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมงานกับพรรค”
สำหรับเรื่องการปรับกลยุทธ์ของพรรคเพื่อหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า นพดล ระบุว่า คงต้องเป็นเรื่องการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเรื่องการเมืองตอนนี้มันยุติไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่เราต้องเน้นย้ำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน หลักความยุติธรรม







