
วันพบญาติ
รุ่งเช้า...ผมกินข้าวยังไม่ทันเสร็จ หัวหน้าหมู่บ้านก็มารับผมที่โรงแรม โดยขี่จักรยานมากับเพื่อน ตัวผมนั่งซ้อนท้ายเพื่อน
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
รุ่งเช้า...ผมกินข้าวยังไม่ทันเสร็จ หัวหน้าหมู่บ้านก็มารับผมที่โรงแรม โดยขี่จักรยานมากับเพื่อน ตัวผมนั่งซ้อนท้ายเพื่อน ส่วนกระเป๋าเดินทางไปกับอีกคัน ในขณะที่นั่งซ้อนท้ายจักรยาน ผมได้เห็นสภาพบ้านเรือนที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผิดไปบ้างตรงที่มันเก่าลงไปมาก
แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อผมจากไปตั้งเกือบ 30 ปี สภาพอาคารบ้านเรือนจึงดูทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา
ผมมองภาพรอบตัวแล้วอดคิดย้อนไปถึงอดีตไม่ได้ โดยเฉพาะภาพของแม่ที่ช่วยผมทุกวิถีทางเพื่อให้ผมหายจากการตาบอด เด่นชัดขึ้นมา ภาพที่แม่ใช้ลิ้นเลียที่ดวงตาให้ผมผมยังจำได้อย่างแจ่มชัด เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ คิดแล้วน่าเสียดายนักที่แม่จากผมไปเสียก่อน ไม่ทันได้เห็นความรุ่งเรืองของผมในตอนนี้ แต่ก็ยังรู้สึกดีอยู่บ้าง ที่ในช่วงหนึ่งผมได้มีโอกาสดูแล ส่งข้าวของเงินทองให้แม่เป็นประจำไม่เคยขาด ถือว่ายังได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณของแม่บ้าง แม้ว่าตัวเองจะกลับมาเมืองจีนไม่ได้ก็ตาม
เมื่อผมมาถึงบ้าน ปรากฏว่าไม่เจอญาติตามที่ตั้งใจ มารู้ทีหลังว่าทุกคนต้องออกไปทำงานตามระเบียบของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มีเพียงคนแก่ที่ถูกปล่อยให้อยู่ที่บ้าน เพราะทำงานไม่ไหวแล้ว ในสมัยนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ โดยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบชุมชน (Community) กล่าวคือสมาชิกในชุมชนทุกคนทำงานร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่ เช่น ทำนารวม ทำงานในโรงงานของชุมชน ทุกคนกินข้าวจากหม้อใบใหญ่ใบเดียวกัน จนเรียกระบบนี้ว่า ระบบต้ากวาฝั้นหรือระบบหม้อข้าวใบใหญ่
หลังจากนั้นไม่นาน ญาติๆ ที่ทราบว่าผมมาถึงบ้านแล้วต่างรีบเดินทางกลับมาที่บ้าน พี่ชายแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าผมมายืนอยู่ที่นี่ ที่บ้านเกิด ผมได้กลับมาเยี่ยมบ้าน ทุกคนมีสีหน้าท่าทาง
ตื่นเต้น พี่ชายคนที่สี่ ซึ่งเคยโมโหและคิดจะไล่ล่าผมถึงซัวเถาเมื่อครั้งผมหนีไปเมืองไทย แต่พี่สามห้ามไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ความโกรธเคืองก็จางหายไปกับเวลา เหลือไว้แต่ความผูกพัน...ความเป็นพี่น้องในสายเลือด
พวกเขาเข้ามาจับมือแสดงความดีใจ เมื่อสัมผัสกับมือพี่ชาย สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือ ฝ่ามือที่หยาบกระด้างของทุกคน แม้แต่พี่สามที่เป็นครูสอนหนังสือมาตั้งแต่ยังหนุ่มถึงวัยกลางคนมือก็หยาบกระด้างมากไม่ต่างกับคนอื่นๆ แสดงว่าพี่ชายของผมต้องทำงานหนักมาก ผมสะท้อนใจ นึกสงสารพี่ชายจับใจ
ช่วงพักเที่ยงญาติพี่น้องและบรรดาเพื่อนฝูงเก่าแก่ที่รู้ข่าวต่างพากันมาหาผมมากมาย และมองผมด้วยสายตาแปลกไป ซึ่งผมพอจะเดาความรู้สึกของพวกเขาออกว่าคงข้องใจว่าผมไปทำงานอยู่เมืองไทยหลายสิบปี กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนทั้งที มีแค่กระเป๋าใบเดียวเท่านั้นหรือ ผมจึงอธิบายว่า ความจริงแล้ว ผมมีของมาฝากด้วย แต่ติดที่รอการตรวจสอบอยู่ที่ด่านจิงเป่ย ถ้าหากไม่ถูกยึดเสียก่อน เขาคงส่งของเหล่านั้นตามมา
คนที่อยากรู้และกล้าพอก็ถามผมอีกว่ามีอะไรบ้าง ผมไม่ตอบตามความจริงด้วยเหตุผลบางอย่าง แล้วทุกคนก็เฝ้ารอของจำนวน 17 กระสอบที่ผมนำมาฝากพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
การรอของญาติพี่น้องในแต่ละวันทำให้ที่บ้านมีภาระต้องเลี้ยงดู หุงหาอาหารต้อนรับ ผมจึงใช้เงินหยวนสกุลไหว่หุ้ยเจี้ยน ไปหาซื้อข้าวสารเนื้อหมู เนื้อไก่ ผัก และของกินต่างๆ โดยต้องนำเงินดังกล่าวไปแลกซื้อคูปองอาหารที่บางคนไม่ใช้หรือที่บางคนเหลืออยู่ และจากตลาดมืด ซึ่งมีราคาแพงจนได้ครบ
ผมจำได้ว่า 15 วันที่อยู่บ้านเกิด ผมซื้อข้าวสารสัปดาห์แรก 100 กิโลกรัม สัปดาห์ที่สอง 100 กิโลกรัม และสัปดาห์สุดท้าย ผมซื้อ 50 กิโลกรัม ญาติพี่น้องของผม 30-40 คน ได้กินข้าวสวยแทบทุกมื้อ กับเนื้อหมู เนื้อไก่ ราวกับเป็นวันตรุษจีนทุกวัน ผมมีความสุขมากที่ทุกคนมีความสุขได้กินข้าวสวย เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปี ทุกคนกินแต่ข้าวต้มเป็นส่วนใหญ่ ข้าวสวยกับเนื้อหมู เนื้อไก่จะได้กินเฉพาะวันสำคัญๆ อย่างวันตรุษจีนเท่านั้น
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







