
ประชามติสะท้อนพลังเงียบ บัวแก้วชี้มิตรแท้ต้องเข้าใจไทย
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้จัดบรรยายสรุปเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้แก่คณะทูตานุทูตต่างประเทศที่ประจำการในประเทศไทย ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต 11 ประเทศ อุปทูตและตัวแทนทูต 8 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 4 และตัวแทนจากสภาธุรกิจระหว่างประเทศ 6 ประเทศ
ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิออกเสียงครั้งนี้สูงกว่าการลงประชามติ เมื่อปี 2550 ซึ่งแสดงถึงความกระตือรือร้นของประชาชนในการมีส่วนร่วม และประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนถึงแผนโรดแมปของรัฐบาล ว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะยังเดินหน้าส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย และความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของประเทศในอนาคต
ดอน ยังกล่าวถึงการสนับสนุนจากต่างชาติ โดยหวังว่าประเทศต่างๆ จะคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในไทย ที่ทุกอย่างสงบเรียบร้อยและกำลังเดินหน้า และหวังว่าจะไม่มีการออกแถลงการณ์ต่างๆ อีก และขอให้ต่างประเทศเคารพการตัดสินใจของคนไทย และขอให้สนับสนุนการเดินหน้าของรัฐบาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผลการออกเสียงประชามติที่ผ่านมาเป็นการแสดงออกของพลังเงียบ เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมไทยที่จะไม่แสดงความเห็นแตกต่าง แต่เมื่อผลเป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนมากมองว่าประเทศมีความสงบเรียบร้อยมาตลอด 2 ปี และต้องการให้เป็นเช่นนี้ต่อไป
“เพราะถือเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่กองทัพจะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเป็นประชาธิปไตยโดยไม่มีการจำกัดสิทธิ และประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน เชื่อว่าตัวแทนทูตจะนำเรื่องดังกล่าวไปชี้แจงให้กับประเทศของตัวเองรับทราบ”
ดอน ย้ำว่า หากเป็นผู้มีมาตรฐานสากลส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่ลำบากใจในการเคารพเสียงคนไทยเสมือนเสียงของประเทศต่างๆ แต่หากทำใจลำบากก็เข้าใจได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในไทยด้วย โดยหลังจากนี้อาจเรียกประชุมทูตจากประเทศต่างๆ เพื่อเน้นย้ำบางเรื่องและแลกเปลี่ยนการพูดคุย
“เราไม่ได้ข้ามถนนไปซื้อขนมที่เซเว่น แต่เรากำลังเตรียมการเพื่ออนาคตที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยต้องมีสันติสุขและเสรีภาพ กระบวนการที่จะสร้างประเทศที่มั่นคงไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการไว้แล้วเพื่อให้ใช้เวลาที่มีให้มากที่สุด”
นอกจากนี้ ในบางประเทศที่เข้าใจก็แสดงออกชัดเจนถึงความร่วมมือให้ไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า เพราะรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาโดยง่าย ไทยต้องผ่านช่วงเวลาหลายปีแห่งความวุ่นวายที่ต้องเสียโอกาสและเลือดเนื้อที่ต้องหลั่ง การทำประชามติไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย
“เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ถือเป็นเสียงของประชาชนที่บอกว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบนี้ แต่บางประเทศก็มีความยึดติดกับข้อมูล หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้การรับรู้ช้า และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีโดยฉับพลันได้ ซึ่งได้แต่หวังว่าจะใช้เวลาแสดงความเป็นมิตรกับไทยในอีกไม่นาน และหวังว่าไม่เพียงแต่นานาประเทศจะร่วมเดินหน้าไปกับเรา แต่ขอคนไทย
ทุกคนช่วยกันในเรื่องทัศนคติและทุกๆ อย่าง เพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน”
จากนั้นได้เปิดให้ผู้แทนจากต่างประเทศได้ซักถามโดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง ดอน ระบุว่า คสช.จะยังคงอยู่จนกว่ามีการตั้งรัฐบาลใหม่
ขณะที่ ผู้แทนจากสวิตเซอร์แลนด์ถามถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ “ศุภชัย ยาวะประภาษ” สมาชิกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายว่า กรธ.จะขอความเห็นเป็นเอกสารจากพรรคการเมืองต่างๆ และจะเชิญมาพูดคุยด้วย
ทั้งนี้ จะเปิดรับฟังความเห็นให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และยืนยันว่าการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รู้สึกยึดโยงกับรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองใหม่
ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากสหภาพยุโรปยังได้ถามถึงช่วงเวลาการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ศุภชัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเริ่มร่างอย่างไม่เป็นทางการแล้ว เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด แต่ต้องคำนึงถึงการรับฟังความเห็นประชาชนด้วย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการยกเลิกคำสั่งของ คสช.ที่จำกัดเสรีภาพการชุมนุมและการแสดงออก ดอน ระบุว่า เป็นไปได้ที่จะมีการผ่อนคลายคำสั่ง โดยขึ้นอยู่กับสภาพบ้านเมืองว่าต้องมีความสงบเรียบร้อย และหวังว่าจะยกเลิกได้โดยเร็วเช่นกัน เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ และให้ชาวไทยได้มีความสงบแท้จริง
“จากการพูดคุย ผมเห็นว่าประเทศไทยมีความปกติเรียบร้อย เช่น ผลการสำรวจจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ให้ไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก”
นอกจากนี้ มีคำถามเรื่องการจัดทำกฎหมายลูก “เจษฎ์ โทณะวณิก”ที่ปรึกษา กรธ. อธิบายว่า กระบวนการไม่ต่างจากการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ทว่า ระดับการรับฟังในการทำกฎหมายลูกแต่ละฉบับอาจมีความแตกต่างกัน เช่น ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง อาจรับฟังความเห็นของภาคประชาชนมากกว่านักการเมือง ขณะที่ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งอาจรับฟังนักการเมืองมากกว่า เป็นต้น
ส่วนความชัดเจนของการเลือกตั้งหลังทำกฎหมายลูก 4 ฉบับแล้วเสร็จไม่สามารถตอบแทนฝ่ายใดได้ เพราะแม้ว่า กรธ.จะทำงานให้เสร็จภายในกำหนดเวลาและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าความของกฎหมายลูกสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ปัจจัยอื่นๆ ในอนาคต เช่น ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความพร้อมของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
รวมถึงความต้องการของประชาชนต่อการเลือกตั้งและผลการนำไปสู่ทิศทางของประเทศ ต้องนำมาพิจารณาประกอบร่วมกัน ซึ่งตนมองว่าหากบ้านเมืองยังขัดแย้ง ฝ่ายการเมืองยังมีแต่การยั่วยุ หรือปลุกปั่น หรือประชาชนไม่อยากเลือกตั้ง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองนำไปตัดสินใจต่อการเลือกตั้งที่จะถึงในอนาคตได้
“ผมมองว่าหากนักการเมืองส่งสัญญาณที่ดี ทั้งกรณีประกาศยอมรับผลประชามติ การเลิกทะเลาะ รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมยั่วยุ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสงบ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยในบ้านเมืองก็จะไม่เกิด และทิศทางของบ้านเมืองที่เป็นไปตามโรดแมปก็จะเกิดขึ้นได้”







