
คอมมอนเซนส์
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ต้องยอมรับว่ากระแสเกม “โปเกมอน โก” นั้นมาแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก และสามารถยึดพื้นที่สื่อในทุกแพลตฟอร์มได้ทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นเจนเอ็กซ์หรือเจนซี โปรแกรมเมอร์หรือแม่ค้าแผงขายผัก คุณย่อมต้องผ่านหูผ่านตาข่าวโปเกมอนทั้งในเชิง “บวก” และ “ลบ” ในสื่อใดสื่อหนึ่งอย่างแน่นอน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นร่วมกันแทบทั้งโลก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ในเชิงลบ
ไต้หวันลงโทษปรับผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปแล้วกว่า 1,200 คน จากการเล่นโปเกมอนระหว่างขับขี่รถ ขณะที่เมืองโทรอนโต แคนาดา ต้องปวดหัวกับคอเกมที่มาชุมนุมกันบริเวณท่าเรือหลักจนกระทบต่อผู้ใช้งานจริงที่แออัดอยู่แล้ว และยังมีรายงานอาชญากรรมปล้น จี้ ชิงทรัพย์ ไปจนถึงฆาตกรรมในบางประเทศ เช่น สหรัฐ
ฟีดแบ็กเชิงลบสำคัญอีกเรื่องที่หลายคนหนักใจก็คือ การที่สถานที่สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกของคนในประเทศนั้นๆ กลับกลายเป็นที่ไล่ล่าหาโปเกมอนไปแทน เช่น โดมปรมาณู สวนสันติภาพฮิโรชิมา ที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูนับแสนคน หรือคุกตวลสเลงในกัมพูชา ที่สะท้อนภาพความโหดร้ายของยุคเขมรแดงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนนับล้าน
ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้อาจกล่าวได้ว่ามาจาก 2 เรื่องหลักๆ คือ การขาดสามัญสำนึก (Common Sense) และการขาดความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก (Insensitive)
คิดง่ายๆ เลยก็คือ ใครจะไปคิดว่าคนเล่นเกมจะกล้าขับรถไปเล่นเกมไป เพราะในเชิงสามัญสำนึกโดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงไม่ว่าจะกับตนเองหรือผู้อื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย และยังถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเนื่องจากขับขี่รถอย่างประมาทด้วย
ทว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม คนไต้หวันมากกว่า 1,200 คน กลับมีรายงานการถูกปรับเงินตั้งแต่ 1,000-3,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย ในฐานะที่ไต้หวันถือเป็นชาติเอเชียที่พัฒนาแล้วมีเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า คนโดยเฉลี่ยมีการศึกษาสูงแต่กลับไม่สอดคล้องกับคอมมอนเซนส์ที่ควรจะมี
ขณะเดียวกัน โปเกมอน โก ยังสะท้อนถึงปัญหายุคใหม่ที่คนจำนวนมากขาดความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่วัย 30 กว่าลงมา ที่ไม่เข้าใจหรือแม้จะตะขิดตะขวงใจบ้าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดตัวเองไม่ให้เข้าไปจับโปเกมอนในคุกประวัติศาสตร์ที่เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุอย่างทรมาน หรือในโบสถ์และวัดวาอารามซึ่งถือเป็นสถานที่
ทางจิตวิญญาณ
นอกจากผู้เล่นแล้ว ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้พัฒนาเกมด้วยเช่นกัน เพราะปล่อยเกมออกมาเกือบทั่วโลก แต่ขาดการศึกษาทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศเองก็มีเรื่องละเอียดอ่อนในทำนองนี้
เมื่อคอมมอนเซนส์ไม่ใช่สิ่งที่จะมีกันได้ในคนทุกคน และการขอความร่วมมือให้ใช้คอมมอนเซนส์ตระหนักถึงกาลเทศะไม่ได้ผล จึงถึงคราวที่ภาครัฐต้องหันมาบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเองในทางใดทางหนึ่ง
รัฐบาลในบางประเทศได้ยื่นเรื่องไปยังบริษัท เนียนทิค ผู้พัฒนาเกมขอให้ถอดสถานที่อ่อนไหวออก เช่น โดมปรมาณูในญี่ปุ่น และไต้หวันที่ขอให้ถอดถนนทางหลวงออกจากที่จับโปเกมอน เพราะแม้จะมีกฎหมายมีบทลงโทษปรับแล้วก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ และในอีกด้านหนึ่งนั้นก็เป็นการตอกย้ำผู้พัฒนาเกมที่ต้องทำธุรกิจบนความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย







