
เจาะกม.ประกันใหม่ ผู้บริโภคได้ประโยชน์
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
นับว่า สุทธิพล ทวีชัยการ นักกฎหมายมือฉมัง เข้ามานั่งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ถูกจังหวะ ถูกสถานการณ์ กับการที่ไทยจะต้องร่างพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ...และร่างพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. ...ฉบับใหม่พอดี
การร่างกฎหมายใหม่ 2 ฉบับนี้ขึ้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เป็นไปตามโครงการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program-FSAP) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ที่ทั่วโลกจะต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ธุรกิจประกัน ซึ่งเป็นธุรกิจการเงินภาคหนึ่งมีความทันสมัย ปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการแก้ไขเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เอาประกันภัย หรือประชาชน กรณีมีการฉ้อฉลประกันภัย หลังจากที่กฎหมายฉบับเก่ามีช่องว่างเรื่องดังกล่าวอยู่มาก จนไม่สามารถเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตามกฎหมายเดิมจะทำได้เพียงการสั่งปรับ หรือเพิกถอนใบอนุญาต ทำให้ที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง คปภ.ถูกมองว่า ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจประกันมากกว่าดูแลประชาชน ทำให้ประชาชนถูกประกันโกง ต้องวิ่งไปพึ่งหน่วยงานอื่นแทน
แต่สำหรับร่างกฎหมายใหม่จะให้อำนาจ คปภ.ดำเนินคดี จำคุกผู้ฉ้อโกงประชาชนได้ทันที หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง โดยไม่ต้องไปใช้กฎหมายอื่น เช่น ประมวลกฎหมายอาญา เหมือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ถูกบรรจุไว้ในร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในกฎหมายที่ออกมากำกับดูแลธุรกิจประกันภัย
สำหรับพฤติกรรมการฉ้อฉลประกันภัย หรือการโกงนั้น ระบุไว้กว้างและครอบคลุมผู้กระทำผิดจากทุกกลุ่ม ทุกคน ตั้งแต่กระบวนการขาย ถึงกระบวนการจ่ายสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดปัญหามากที่สุด โดยกำหนดไว้ว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้อื่นนั้นทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัยกับบริษัท แต่ไม่ดำเนินการให้มีการทำสัญญาประกันชีวิต/วินาศภัย เกิดขึ้น และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไป ซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ยังกำหนดด้วยว่า หากทำด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน ในด้านผู้บริโภค หากมีการทุจริต กฎหมายก็มีบทลงโทษเช่นเดียวกัน โดยกำหนดว่าผู้เรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยทุจริต หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการเรียกร้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงกรณีที่มีผู้กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดข้างต้น ก็จะได้รับโทษเหมือนกัน
นอกเหนือจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจเอาผิดไปถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่บริษัทประกันด้วย โดยระบุว่า ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท เพื่อจูงใจให้ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือจ่ายเงิน หรือผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่า ข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. 2 ฉบับ จะสามารถเอาผิดการฉ้อฉลประกันภัยทุกประเภท ทุกรูปแบบ ทั้งกระทำการโกงโดยบุคคล หรือผ่านดิจิทัล ซึ่งนับว่ามีความทันสมัยที่สุด
ส่วนร่างกฎหมายมาตราอื่นๆ นั้น ได้กำหนดให้สอดคล้องกับโครงการประเมินภาคการเงิน หรือ FSAP ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดคุณสมบัติความเหมาะสมของบุคลากร การเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหาร บรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน
ทั้งนี้ การเพิ่มเติมเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนไว้ในร่างกฎหมาย จะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งธุรกิจประกัน เพราะทำให้ต้องปรับปรุงระบบการทำงานให้มีความโปร่งใส ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็สบายใจได้ หากถูกหลอกลวง หรือเสียผลประโยชน์ขึ้น ก็จะมี คปภ.เป็นที่พึ่งได้โดย คปภ.มีอำนาจทางกฎหมายที่จะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ โดยผู้บริโภคไม่ต้องวิ่งไปพึ่งหน่วยงานอื่นๆ เพื่อร้องเรียนให้ช่วยเหลืออย่างที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือ หาก คปภ.ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย และปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค สามารถบังคับใช้กฎหมายตามที่ระบุไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้มแข็ง เชื่อว่าจะทำให้ระบบประกันภัยไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 3







