
อินเดียเร่งปฏิรูปใหญ่ ยกเครื่องภาษีทั่วประเทศ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่เสนอแนวคิดการปฏิรูปภาษีให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศมาตั้งแต่ราว 10 ปีที่แล้ว ในที่สุดอินเดียก็สามารถประกาศแผนการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ กับการผ่านกฎหมายการจัดเก็บภาษีการค้าและบริการ (GST)
แต่เดิมนั้นสาธารณรัฐอินเดียซึ่งแบ่งเป็น 28 รัฐ กับ 7 เขตสหภาพ มีระบบการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรัฐ และมีการจัดเก็บภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) ยิบย่อยหลายตัวด้วยกันถึงราว 38 รายการ การทำธุรกิจในอินเดียที่มีประชากรถึง 1,300 ล้านคน จึงแทบจะเหมือนกับการทำธุรกิจกับ 28 ประเทศย่อยๆ ส่งผลให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอินเดียต้องแบกรับต้นทุนสูง
ทว่าระบบการจัดเก็บภาษีใหม่แบบจีเอสทีจะเปลี่ยนการคำนวณภาษีที่ส่วนใหญ่อยู่บนต้นทุนสินค้าคงคลังและรูปแบบการกระจายสินค้า ไปเป็นประสิทธิภาพของการจัดการและการขนส่งสินค้าเป็นหลัก และธุรกิจยังไม่ต้องปวดหัวกับความซับซ้อนของภาษีทางอ้อมหลายตัวในแต่ละรัฐ หันมาใช้ภาษีจีเอสทีตัวเดียวเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะเคาะออกมาอยู่ที่ประมาณ 18%
อาจนับได้ว่านี่คือการปฏิรูปครั้งใหญ่ในไม่กี่ครั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ที่อินเดียปฏิรูปเศรษฐกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 1991
แม้ว่าปัจจุบันอินเดียจะถือเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 3 ในอินเดีย เป็นรองเพียงจีนและญี่ปุ่น โดยมีขนาดเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 34.7 ล้านล้านบาท) และมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึงราว 7.4% ในปี 2016-2017 จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ทว่าอินเดียก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาหลายด้านที่ทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากตลาดขนาดมหาศาลได้อย่างเต็มที่เพียงพอ
ในภาพรวมของจีดีพีอินเดียมีขนาดมหาศาล ทว่าอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จากตัวเลขของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) พบว่าผู้มีรายได้ไม่ถึง 1.9 เหรียญสหรัฐ/วัน (ราว 35 บาท) ในปี 2012 มีอยู่ถึง 26% หรือราว 230.8 ล้านคน เมื่อเทียบกับจีนที่อยู่ในสัดส่วน 10% หรือราว 87.4 ล้านคน เช่นเดียวกับอัตราการรู้หนังสือของชาวอินเดีย 1,300 ล้านคน ที่มีสัดส่วนราว 74% ทำให้ไม่สามารถดึงศักยภาพด้านแรงงานได้มากพอ
การเมืองแนวประชานิยมโซเชียลลิสต์ที่ถูกผูกขาดอยู่กับฝ่ายอนุรักษนิยมพรรคคองเกรสมาช้านาน ยังทำให้อินเดียชินกับการก่อหนี้และมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง โดยถือเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการขาดดุลงบประมาณสูงที่สุด คาดว่าตัวเลขได้ขึ้นไปแตะถึง 6.9% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2015-2016 สะท้อนสถานะการคลังของประเทศที่ไม่สมดุลและสุ่มเสี่ยงหากเกิดวิกฤตต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งตัวเลขที่สูงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีทางได้เห็นในประเทศพัฒนาแล้ว แม้แต่จีนเองก็ยังยอมให้ตั้งงบขาดดุลที่เพียง 3% ของจีดีพี
ที่ผ่านมาอินเดียในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการคลัง ได้ประกาศและพยายามเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน ทว่ากลับไม่ประสบความสำเร็จตามคาดเพราะเผชิญแรงต้านจากพรรคคองเกรสอย่างหนัก เช่น การปฏิรูปที่ดิน
ความท้าทายต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเช่นนี้ อาจทำให้อินเดียไม่สามารถก้าวทันการแข่งขันกับจีนที่มีระบบการเมืองการปกครองเอื้อต่อการขับเคลื่อนที่รวดเร็วกว่ากันมาก ส่งผลให้รัฐบาลปัจจุบันในยุคของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ต้องเร่งศึกษาบทเรียนที่ผ่านมาและเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง
กฎหมายภาษีจีเอสทีล่าสุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เสนอกันมานับสิบปีแล้ว ทว่าเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากพรรคคองเกรสมาโดยตลอด จนกระทั่งโมดีและรัฐมนตรีคลัง อรุณ เชฏลี ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์หันไปล็อบบี้เป็นรายรัฐมากขึ้น เน้นการประนีประนอมและเจรจาต่อรองจนนำไปสู่การผ่านกฎหมายได้ในที่สุด
เป็นที่คาดว่ากฎหมายจีเอสทีจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้มากถึง 2% จากการคาดการณ์ของกระทรวงการคลัง และจะช่วยปรับโฉมธุรกิจในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ทั่วประเทศที่เรียกกันว่าเป็น Game Changer ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไปพร้อมกัน และล่าสุดได้เปิดให้มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกแล้ว
นอกจากนี้ ยังคาดว่าการยกเครื่องภาษีครั้งนี้ยังจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมไอทีด้วย เนื่องจากภาคธุรกิจทั่วประเทศตั้งแต่ระดับเอสเอ็มอีไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ราว 7.5 ล้านแห่งทั่วประเทศที่อยู่ในระบบฐานภาษี และแม้แต่หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปรับระบบบัญชีและการคำนวณภาษีใหม่ทั้งหมด ภายหลังจากที่กฎหมายตัวสะเด็ดน้ำผ่านออกมาภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากสรุปรายละเอียดการจัดตั้งหน่วยงานกลางและท้องถิ่นที่ดูแลจีเอสที รวมถึงเคาะตัวเลขภาษีออกมาแล้ว
เพราะเศรษฐกิจอินเดียไม่สามารถแข่งขันได้เพียงแค่ความได้เปรียบของจำนวนประชากรกว่าพันล้าน หรือจำกัดอยู่ที่เพียงอุตสาหกรรมไอทีซิลิคอนวัลเลย์เท่านั้น แต่ยังเดินหน้าไปได้ไกลกว่ามากหากสามารถเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง







