
ไม่มีทางลัด
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย โจโก วิโดโด หรือ โจโกวี ประกาศแผนเตรียมพิจารณาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาเหลือ 17% จากเดิม 25% เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ได้
หากเอาจริงก็จะถือเป็นการปฏิรูปใหญ่ครั้งล่าสุดอีกครั้งในรอบเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่ที่อดีตพ่อเมืองจาการ์ตารายนี้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ
เริ่มตั้งแต่การเปิดเสรีภาคการลงทุนครั้งใหญ่สุดในรอบทศวรรษใน 29 ภาคส่วน ที่ให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นได้ 100% ไปจนถึงการนิรโทษกรรมภาษี เพื่อดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบฐานภาษี และดึงเงินที่ถูกนำไปซุกทั่วโลกโดยเฉพาะในสิงคโปร์กลับมายังประเทศ และมาล่าสุดกับแผนลดภาษีนิติบุคคล
แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่าประเทศอื่นๆ เขานึกจะปฏิรูปอะไรขึ้นมาก็ทำได้ง่ายๆ
โจโกวี ถือเป็นประธานาธิบดีคนนอกของอินโดฯ คือไม่ได้โตมาจากสายนักการเมืองและไม่ได้มีคอนเนกชั่นในแวดวงการเมืองระดับประเทศมากนัก แต่เป็นนักธุรกิจที่มาเริ่มเล่นการเมืองกับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตา หรือเมืองโซโล ก่อนขยับไปเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา และประธานาธิบดี
การที่อยู่ในวงนอกทำให้แม้จะชนะการเลือกตั้งมาได้ แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจในทางการเมืองแบบเต็มที่ 100% ในช่วงแรกหลังดำรงตำแหน่ง ผู้ที่กุมอิทธิพลก็คืออดีตประธานาธิบดี เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค PDI-P โดยเป็นคนเลือกคู่ชิงรองประธานาธิบดีให้ และตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ที่ถือเป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจเก่าหรือฝ่ายอนุรักษนิยมมาคานกับโจโกวีด้วย
กว่าโจโกวีจะประกาศมาตรการปฏิรูปต่างๆ ได้ก็ปาเข้าไปในปีที่ 2 ของการบริหารประเทศ ซึ่งล่าสุดยังมีการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งคนของตัวเองมาเดินหน้าการปฏิรูปอย่างจริงจังด้วย และเพิ่งดึง ศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตผู้ว่าการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กลับมาช่วยกันเร่งเครื่องเศรษฐกิจประเทศในฐานะ รมว.คลัง โดยย้ายขุนคลังเก่า บัมบัง บรอดโจเนโกโร ไปคุมกระทรวงวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแทน
คนทำมาค้าขายมาก่อนอย่างโจโกวีนั้นรู้ดีว่าประเทศจะมัวแต่นั่งกินบุญเก่ากับน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเดียวไปตลอดไม่ได้ ซึ่งปีแรกของการดำรงตำแหน่งนั้นก็ต้องรับมือวุ่นวายกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่ตกต่ำไปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียก็จะมัวแต่คิดว่าประชากรเยอะ 250 ล้านคน จะทำให้เป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดคนอื่นไม่ได้เช่นกัน เพราะท่ามกลางข้อดีนั้นก็ยังมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมด ทั้งเรื่องระบบระเบียบ โลจิสติกส์ และกฎหมายการค้าการลงทุนที่ล้าหลัง
จีนเองที่ว่าแน่ก็ยังต้องวุ่นอยู่กับการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งด้านการเงิน การผลิตส่วนเกิน ไปจนถึงการผลักดันนวัตกรรม เช่นเดียวกับอินเดียที่แม้จะเป็นตลาดใหญ่เหมือนกัน ในฐานะประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ก็ยังต้องฝ่าฟันจนเคาะการปฏิรูประบบภาษีออกมาได้ เพื่อให้แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
ของแบบนี้ไม่มีทางลัด มีแต่เส้นทางที่ยากเพื่อประโยชน์ของชาติในระยะยาวค่ะ







