posttoday
เสียงบริสุทธิ์

เสียงบริสุทธิ์

11 สิงหาคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ต้องยอมรับว่าตัวผมเองก็คาดไม่ถึงว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเช่นนี้ เพราะก่อนวันลงประชามติเพียงไม่กี่วัน ผมยังได้ยินผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราห์ชั้นเซียนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเป็นการต่อสู้ที่สูสีมาก มีบางรายถึงกับฟันธงว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านแต่คำถามพ่วงจะตก เป็นต้น

ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ว่ากระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่า ประชาชนมีอิสระทางความคิดไม่แพ้การลงคะแนนครั้งใดในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย แม้จะมีเสียงบ่นก่อนลงประชามติว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้อ่าน รวมทั้งอาจจะไม่ได้เห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ซึ่งผมเชื่อว่า จริง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าหาอ่านไม่ได้ เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นเท่านั้น แค่ทราบว่านักการเมืองส่วนใหญ่อ่านแล้วไม่ชอบก็พอแล้ว ยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่า ส่วนตัวจะไปลงมติรับร่างในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ยิ่งทำให้มีคนเห็นดีเห็นงามตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก

การที่ฝ่ายต่อต้านบางกลุ่มออกมาบ่นว่าไม่มีโอกาสชี้แจงกับประชาชนอย่างเต็มที่ หรืออีกนัยหนึ่งไม่มีโอกาสออกไปรณรงค์ชักจูงให้ประชาชนคล้อยตาม ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะประชามติครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบการเมืองและนักการเมืองโดยตรง นักการเมืองจึงอยู่ในข่ายมีผลประโยชน์ขัดแย้ง ถึง คสช.จะไม่ห้ามก็ไม่ควรออกมาสร้างความสับสนให้กับประชาชน ควรให้โอกาสทุกคนได้ใช้วิจารณญาณของตัวเองอย่างเต็มที่

หากประชาชนรู้สึกว่าถูกข่มขู่ด้วยอำนาจปืนหรืออำนาจที่เหนือกว่าจริง ก็คงแสดงพลังให้เห็นในคูหาเลือกตั้ง ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือคำถามพ่วง แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมากกว่านักการเมือง

สำหรับผลกระทบในระยะยาว ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตารอดูกันต่อไป แต่ในเบื้องต้นผมมีประเด็นที่อยากจะพูดถึงหลายประเด็น ดังนี้

หนึ่ง มีคนบอกว่า ผลสรุปของประชามติครั้งนี้มีอยู่อย่างเดียว คือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอานักการเมือง ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่าวาทะนี้สะท้อนความเป็นจริง เพราะหลายคนเชื่อโดยปราศจากข้อกังขาว่าแวดวงการเมืองมีคนไม่ดีมากกว่าคนดี การจะปล่อยให้คนเหล่านี้กลับมาครองอำนาจจึงเป็นผลเสีย และเป็นอันตรายต่ออนาคตของประเทศ ยกตัวอย่างกลุ่มที่ครองอำนาจก่อนรัฐประหาร มีการใช้อำนาจเกินขอบเขตอย่างกว้างขวาง ทั้งในการแสวงหาผลประโยชน์ในการนิรโทษกรรมให้พวกพ้อง และในการทำลายวินัยทางการคลังด้วยการตรากฎหมายให้สามารถใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณได้เป็นจำนวนนับล้านล้านบาท

ความกลัวคอร์รัปชั่นและการบริหารประเทศแบบขาดความรับผิดชอบมีสูงมาก จนคนส่วนใหญ่ยอมแลกด้วยการปกครองในรูปแบบที่นักวิชาการบางคนอาจจะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์

สอง อิทธิพลของกลุ่มอำนาจเดิมเริ่มเสื่อมมนตร์ขลัง เห็นได้ชัดจากจำนวนจังหวัดที่ไม่รับรัฐธรรมนูญมีน้อยลง ภาคเหนือเหลือเฉพาะบ้านเกิดของแกนนำสำคัญไม่กี่คน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้คะแนนของฝ่ายไม่รับจะมากกว่า แต่ความแตกต่างก็ไม่มาก

คำอธิบายของผมคือ ประชาชนเห็นอันตรายของประชานิยมแบบไร้ขอบเขตมากขึ้น ยกตัวอย่างโครงการรับจำนำข้าว ในวันนี้เหลือคนที่ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าดีอยู่ไม่กี่คน นอกจากนี้ เรายังเห็นนักการเมืองในกลุ่มนี้ที่ทุจริตทยอยเดินผ่านประตูคุกเข้าไป โดยต่างจำนนต่อหลักฐานที่มัดจนดิ้นไม่หลุดด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เราหนีไม่พ้นต้องยอมรับว่า ยังประมาทอิทธิพลของกลุ่มอำนาจเดิมไม่ได้ เพราะปริมาณเงินที่ยังมีอยู่อย่างมหาศาลสามารถใช้ทุ่มเทซื้อกระแสได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าขบวนการดิสเครดิตประชามติได้เริ่มต้นแล้วในแวดวงสื่อต่างประเทศ ในขณะที่ฝ่ายชนะกลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมในการประชาสัมพันธ์กับต่างชาติ

สาม ผู้บริหารชุดปัจจุบันของพรรคฝ่ายค้านก็กลายเป็นพวกตกกระแสเช่นกัน อุตส่าห์ออกมาประกาศว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกประชาชนในเขตที่เป็นฐานเสียงของตน คือภาคใต้กับกรุงเทพฯ ตอกหน้าหงายด้วยการลงมติรับอย่างท่วมท้น

ต้องไม่ลืมว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้บริหารชุดนี้ตกกระแส ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่แล้ว ภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ของการหาเสียงกระแสของพรรคตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนพ่ายแพ้อย่างยับเยินมาแล้ว

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายในพรรคเพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมาครองใจประชาชน เชื่อว่าพรรคนี้คงตกต่ำไม่นาน เพราะถึงจะไม่มีเงินถุงเงินถัง แต่ก็มีแฟนพันธุ์แท้ที่มองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

สี่ ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีสูงเกินความคาดหมาย แต่เดิมหลังรัฐประหารใหม่ๆ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองให้เวลารัฐบาลเพียง 6 เดือนถึง 1 ปีก็จะหมดช่วงเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ แต่ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี ศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรีนอกจากจะไม่ลดลงแล้ว ยังดูเหมือนจะกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้ เราเริ่มได้ยินเสียงเรียกร้องที่ชัดเจนขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีอย่ารีบลงจากหลังเสือ แต่ให้อยู่ดูแลประเทศชาติและประชาชนต่อไปอีกหลายๆ ปี

ห้า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฝ่ายตุลาการจะมีบทบาทยิ่งขึ้นในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร การที่รัฐธรรมนูญผ่านประชามติฉลุยเท่ากับว่าคนส่วนใหญ่เห็นชอบและยินยอมพร้อมใจมอบอำนาจให้ฝ่ายตุลาการช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายการเมือง

ในอดีต ฝ่ายการเมืองชอบวิจารณ์ว่าฝ่ายตุลาการไม่ยึดโยงกับประชาชน จึงไม่มีความชอบธรรมในการตัดสินอนาคตของฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง

ต่อไปนักการเมืองจะอ้างแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะอำนาจหน้าที่ของศาลถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างชัดเจน ผมอยากให้คำแนะนำนักการเมืองในระบบเดิมทั้งหลายด้วยซ้ำไปว่า ให้พิจารณาสถานการณ์ให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการวางมือทางการเมือง ขืนดันทุรังต่อไปอาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้ชีวิตบั้นปลายต้องเสี่ยงกับคุกตะรางโดยไม่จำเป็น

ข้อสุดท้าย สำหรับประชาชน ผมยังไม่อยากให้หลงระเริงในชัยชนะ แต่ยังอยากให้ช่วยกันระแวดระวังต่อไป จนกว่าทุกอย่างจะลงตัวอย่างแท้จริง นั่นก็คือหลังจากกฎหมายลูกและ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้แล้วอย่างสมบูรณ์ โดยปราศจากช่องโหว่หรือรอยรั่วใดๆ

ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าเราจะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรีเพียงไร แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจหนีไม่พ้นที่จะมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งประเภทที่ร่วมทางกันมา และที่วิ่งเข้ามาเกาะกระแสในภายหลัง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

จุดที่ผมอยากจะชี้เป้าให้ช่วยกันจับตามองมากที่สุด คือเรื่องการกู้เงินและการใช้เงินนอกงบประมาณ ที่พึงสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้คือโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ยังคงอยู่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการโมโนเรล และอื่นๆ แน่นอนว่าหากโครงการเหล่านี้เดินหน้าพร้อมๆ กัน ก็จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งงบประมาณประจำอาจจะไม่สามารถจัดสรรให้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท