
ดิจิทัลมี2ด้าน
เป็นบททดสอบอีกครั้งว่าประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหนในการจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดิจิทัลอีโคโนมี ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเกมโกเกมอน โก ที่สร้างความปั่นป่วนไม่ใช่แค่เพียงเมืองไทย แต่กระทบไปทั่วโลก โดยมีวิธีการคุมเข้มหรือหนักไปถึงขั้นสั่งแบนห้ามโปเกมอน โก เข้าไปเปิดให้บริการในประเทศ ทว่าบางประเทศก็เลือกที่จะควบคุมแบบบริหารจัดการ สร้างประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว เมื่อเทคโนโลยีเหมือนดาบสองคม รัฐจะปรับให้เข้ากับดิจิทัลอีโคโนมีนี้อย่างไร
เป็นบททดสอบอีกครั้งว่าประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหนในการจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดิจิทัลอีโคโนมี ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเกมโกเกมอน โก ที่สร้างความปั่นป่วนไม่ใช่แค่เพียงเมืองไทย แต่กระทบไปทั่วโลก โดยมีวิธีการคุมเข้มหรือหนักไปถึงขั้นสั่งแบนห้ามโปเกมอน โก เข้าไปเปิดให้บริการในประเทศ ทว่าบางประเทศก็เลือกที่จะควบคุมแบบบริหารจัดการ สร้างประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว เมื่อเทคโนโลยีเหมือนดาบสองคม รัฐจะปรับให้เข้ากับดิจิทัลอีโคโนมีนี้อย่างไร
อย่างที่ทราบกันตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา โปเกมอน โกได้เปิดให้บริการเล่นเกมได้ใน 15 ประเทศของภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย นับแต่นั้นมาเมืองไทยก็ได้รับกับการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีการรับมือต่างกันไป โดยในส่วนของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดแนวทางหลังประชุมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ราย และกระทรวงวัฒนธรรม โดยที่ประชุมเห็นชอบ 3 แนวทางจัดระเบียบโปเกมอน โก คือ
แนวทางที่ 1 จัดโซนนิ่งโปเกมอน โก โดยบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ได้รับสิทธิตัวโปเกมอนดังกล่าวในไทย ยกร่างหนังสือเพื่อให้ กสทช.ส่งไปยังบริษัท ไนแอนติก ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเกม เพื่อขอความร่วมมือจำกัดสถานที่ ไม่ปล่อยโปเกมอนใน 4 จุด คือ 1.สถานที่อันตราย 2.ศาสนสถานต่างๆ 3.สถานที่ราชการทุกแห่ง และ 4.สถานที่ส่วนบุคคลต่างๆ โดยหนังสือขอความร่วมมือจะจัดส่งภายใน 3 วัน ซึ่งสถานที่ 4 จุดเป็นเพียงเบื้องต้น หากในอนาคตมีจุดไหนที่เป็นปัญหา ก็จะทำหนังสือขอความร่วมมือไปอีก
ขณะที่แนวทางที่ 2 มาตรการด้านความปลอดภัยของผู้เล่น โดยทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 ราย จะจัดทำคู่มือแนะนำการเล่นที่เหมาะสม เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียภายใน 3 วัน และ 3.มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะจัดทำคำเตือนหรือข้อแนะนำว่าเมื่อเล่นเกมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ด้านการสร้างประโยชน์จากเกมดังกล่าว ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมหารือกับบริษัท ทรูฯ ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ในไทย ให้นำโปเกมอนตัวหายากหรือตัวพิเศษมาปล่อยภายในการจัดงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น งานลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่เตรียมใช้โปเกมอน โกมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่นกัน
จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีทั้งสองคม หากรัฐบาลเลือกใช้คมที่สร้างสรรค์ที่เกิดประโยชน์ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศตามแนวทางดิจิทัลอีโคโนมี เช่น โครงการอี-เพย์เมนต์ ที่ให้บริการพร้อมเพย์ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าพร้อมเพย์จะช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนได้ปีละแสนล้านบาท และเก็บภาษีเพิ่มได้ปีละแสนล้านบาท แต่ถ้ารัฐระวังมากเกินไป ก็อาจไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่จากเทคโนโลยี ซึ่งโดยธรรมชาติจะต้องคิดนอกกรอบ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงต้องปรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน รู้ทันดิจิทัลอีโคโนมีเท่านี้ก็ฉลุย







