
สิทธิพลเมืองเรื่องข้อมูลในรัฐธรรมนูญ (จบ)
โดย...นคร เสรีรักษ์
โดย...นคร เสรีรักษ์
ในรัฐธรรมนูญที่มีการลงประชามติไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 (ร่าง-29 มี.ค. 2559) ซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคมอยู่ในขณะนี้ สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารปรากฏอยู่ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเขียนว่า “มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ...”
และปรากฏในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งเขียนไว้ว่า “มาตรา 59 รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก”
จะเห็นได้ว่าหลักการรับรองสิทธิพลเมืองในการรับรู้เข้าถึงข้อมูลราชการยังคงอยู่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวิธีการเขียน เพราะจากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เขียนว่าสิทธิรับรู้ข้อมูลเป็น “สิทธิ”ของพลเมือง โดยเขียนว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล” ในฉบับใหม่นี้เขียนเพิ่มว่าเป็นสิทธิของชุมชนด้วย และมาเขียนเพิ่มให้เป็น “หน้าที่” ของรัฐที่จะ “ต้องเปิดเผยและต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล”
ฟังดูเหมือนจะชัดเจนที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผย แต่การกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการ อาจทำให้หน่วยงานของรัฐตีความกันตรงๆ ตื้นๆ ว่าถ้าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงหรือเป็นความลับของทางราชการก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องเปิดเผย
ว่าแล้วก็ตีตราเอกสารที่ไม่ต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” หรือ “เอกสารลับ” เสียทั้งหมด เมื่อมีคนมาใช้สิทธิขอข้อมูล หน่วยงานก็จะอ้างกันอย่างแคบและ (มัก) ง่ายว่ากฎหมายข้อมูลข่าวสารขัดรัฐธรรมนูญ
ลงท้ายด้วยการโยนให้ศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจตีความกรณีการขัดกันของกฎหมาย ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการหาข้อยุติกันอีกยืดยาว แต่สิ่งที่อาจเกิดในระยะสั้นเช่นนี้ จะเป็นการเปิดทางให้หน่วยงานรัฐปฏิเสธการใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลของพลเมืองด้วยลูกไม้ง่ายๆ อุบายตื้นๆ นั่นเอง
บันทึกไว้ด้วยความเป็นห่วง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นห่วง “สิทธิที่จะรู้” ของปวงชนชาวไทย
สำหรับในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 34 บัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน”
ส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปรากฏอยู่ในหมวด 3 ส่วนที่ 3 ซึ่งว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
โดยมาตรา 35 บัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
สำหรับในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปรากฏอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเขียนไว้ว่า “มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
เนื้อหาสาระไม่มีอะไรแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มากนัก ที่สำคัญคือวิธีการเขียนที่เปลี่ยนไป จากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 เขียนว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
แต่ในฉบับใหม่นี้เปลี่ยนมาเขียนว่า “การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
อธิบายง่ายๆ เร็วๆ ก็คือรัฐธรรมนูญห้ามการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ หากจะทำได้ก็ต้องออกกฎหมายมายกเว้นให้ทำได้ แต่ต้องออกมาเพียงเท่าที่จำเป็นและเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ
กฎหมายที่ว่าน่าจะหมายถึง “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ที่ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี โดยเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลในยุคปัจจุบัน กำลังเผชิญหน้ากันบนสองเวทีหลักอย่างหนักหน่วง เวทีแรกคือระหว่างรัฐที่อยากควบคุมราษฎรโดยการสอดส่องสอดแนมข้อมูลส่วนบุคคลกับประชาชนผู้ไม่ประสงค์จะให้รัฐก้าวก่ายแทรกแซง และอีกเวทีคือระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่อยากใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากับประชาชนพลเมืองผู้เป็นเจ้าของข้อมูลตัวจริง
ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าการออกกฎหมายมากำกับให้การใช้ประโยชน์เป็นไปเท่าที่จำเป็นและเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะจะออกมาโดยใคร หน่วยงานไหน กลไกการกำกับดูแล การบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างไร องค์กรแก้ไขข้อพิพาทคือใคร องค์กรใดเป็นผู้เยียวยาในกรณีมีความเสียหายเกิดขึ้น
หัวใจก็คือ “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ที่ว่านี้ จะออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายรัฐและผู้ประกอบการ หรือจะออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างแท้จริง
เหตุผลสำคัญก็คือโลกปัจจุบันมีพัฒนาการเรื่องเทคโนโลยีข้อมูลที่รวดเร็วมาก การเข้าถึงและการประมวลผลข้อมูลสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยความสามารถของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งพัฒนาเข้าสู่ยุคสมัยที่การประมวลผลมีประสิทธิภาพไร้ขีดจำกัด ทำให้การสืบค้น การเข้าถึง การเก็บ-รวบรวม-ประมวลผล การรับ-ส่ง และการแลกเปลี่ยนข้อมูล เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขอบเขตที่กว้างขวาง เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นทั่วไปโดยไร้พรมแดน การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผย ทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหายมากมายและรวดเร็วเช่นเดียวกัน
รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว นับจากนี้ก็ต้องรอดูกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะออกตามมาว่าจะตราขึ้นเพียง “เท่าที่จำเป็น” และ “เพื่อประโยชน์สาธารณะ” โดยแท้ หรือไม่ เพียงใด







