posttoday
ฐานรากซึมหนี้ยาว ภาระรัฐดันเศรษฐกิจ

ฐานรากซึมหนี้ยาว ภาระรัฐดันเศรษฐกิจ

11 สิงหาคม 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีเครื่องบ่งชี้ 2-3 ตัวที่ส่งสัญญาณว่ากำลังซื้อของครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มฐานรากมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง ไม่กระเตื้องขึ้น แม้จะพ้นจากช่วงภาวะภัยแล้งที่กดดันให้ผลผลิตต่ำลง กระทบต่อรายได้มาแล้วก็ตาม

กำลังซื้อกลุ่มฐานรากที่อ่อนตัวลงนี้ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจให้โตเซื่องซึมต่อเนื่องไปอีกสักระยะ และทำให้รัฐบาลต้องเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานกันอย่างหนักต่อไป เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนภาครัฐหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจไปอีกระยะหนึ่ง

เครื่องบ่งชี้เบื้องต้นที่ทำให้เห็นสัญญาณกำลังซื้อของครัวเรือนอ่อนแอลง มาจากข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นครัวเรือนรายย่อยและครัวเรือนฐานรากเป็นหลัก

เริ่มจากดัชนีเชื่อมั่นครัวเรือนที่จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เดือน ก.ค. ยังคงปรับลดลงเล็กน้อย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อน่าสังเกตว่าครัวเรือนไทยเริ่มคลายความกังวลด้านราคาสินค้า เนื่องจากผ่านพ้นปัญหาภัยแล้ง ประกอบกับราคาน้ำมันต่ำลงแล้ว แต่กลับกังวลเพิ่มขึ้นด้านการมีงานทำและส่งผลต่อเนื่องให้กังวลเรื่องปัญหาภาระหนี้สินตามมา

โดยเฉพาะการสำรวจดัชนีใน 3 เดือนข้างหน้า ครัวเรือนกังวลภาระหนี้สินในหมวดที่อยู่อาศัยจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการบ้านประชารัฐ รวมทั้งมาตรการของรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย อย่างมาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน ที่อาจจะเพิ่มความกังวลของครัวเรือนต่อภาระหนี้สินให้มากขึ้นในระยะต่อไป

เครื่องบ่งชี้ต่อมา คือ ตัวเลขยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 0.31% จากสิ้นปี 2558 โดยครึ่งแรกปีนี้เอ็นพีแอลคิดเป็น 5.76% ของสินเชื่อรวม ถือเป็นภาวะที่ผิดจากเป้าหมายของ ธอส.ที่ต้องการจะลดเอ็นพีแอลลงเหลือ 5.25%

โดยเป็นเอ็นพีแอลที่มาจากกลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วหวนกลับมาเป็นเอ็นพีแอลใหม่ และลูกค้าใหม่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีตัวเลขของสมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมียอดการปฏิเสธสินเชื่อซื้อบ้านเพิ่มเป็น 50%  เนื่องจากผู้กู้มีภาระหนี้สินมากเกินไป

ขณะเดียวกันตัวเลขทั้งหมดนี้จะเกี่ยวพันกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ปกติธนาคารพาณิชย์จะถือว่าเป็นสินเชื่อที่มีโอกาสเป็นหนี้เสียน้อยที่สุด เนื่องจากผู้กู้จะเป็นผู้มีเงินเดือนประจำและมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ปลอดภัย คือ บ้านที่อยู่อาศัย ที่พฤติกรรมปกติของผู้ซื้อบ้านจะไม่ปล่อยให้เป็นหนี้เสียง่ายๆ เพราะไม่อยากถูกยึดบ้าน

แต่สัญญาณข้างต้นสะท้อนว่าครัวเรือนไทยเริ่มประสบกับปัญหาเรื่องรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายมากขึ้น ทำให้ปัญหาหนี้เสียของสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันครัวเรือนยังถูกภาวะหนี้กดดันอยู่ จนทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลง

สินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนี้ครัวเรือนของไทย ซึ่งในภาพรวม ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูงมียอดคงค้าง 11.08 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้อัตราการเติบโตจะชะลอตัวลง แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนก็ยังเพิ่มสูงเป็น 81.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทย แม้จะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว แต่น่าสังเกตว่าเรายังไม่เคยเห็นว่าหนี้ครัวเรือนกำลังลดลง มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 60% ของจีดีพี ก่อนนโยบายรถคันแรกมาเป็น 70% หลังนโยบายรถคันแรกและปัจจุบันอยู่ที่ 81.6%

ผิดกับสหรัฐที่หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นก็จริง แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง หนี้ครัวเรือนก็ลดลงตาม แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนสหรัฐมีการลดค่าใช้จ่ายลดการก่อหนี้

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทย คือ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยไม่มีแนวโน้มลดลงนั้น จะทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านคนกลุ่มฐานรากไม่ได้ผลอย่างที่เคยเป็น

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลหลายยุคจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มคนฐานรากเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มคนที่ทำให้เม็ดเงินที่อัดฉีดไปหมุนเวียนเร็ว เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเก็บออม เมื่อมีรายได้ก็จะนำไปใช้จ่ายอุปโภคบริโภคทันที เป็นการใช้จ่ายที่เร็ว ทำให้มาตรการกระตุ้นได้ผล

แต่ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนฐานรากกลับไม่ได้ผลอย่างที่คิด เงินไม่หมุนรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา สาเหตุมาจากหนี้ครัวเรือน ทั้งชาวนาที่เป็นหนี้หลังยกเลิกนโยบายรับจำนำข้าว หรือกลุ่มอื่นๆ ก็ตาม เมื่อได้เม็ดเงินจากการกระตุ้นของรัฐบาล ก็จะนำเงินไปชำระหนี้ก่อน

รูปการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเมินได้ว่าการบริโภคภายในประเทศของไทยจะไม่ปรับตัวดีขึ้น เกิดภาวะซึมยาว เพราะกลุ่มที่ใช้จ่ายได้เร็ว ทำให้เงินหมุนได้เร็วในเศรษฐกิจประสบปัญหาไม่มีกำลังซื้อ และกำลังซื้อดูท่าจะอ่อนแอไปไม่น้อยกว่า 3-5 ปี เมื่อดูจากราคาสินค้าเกษตรที่จะยังตกต่ำตามราคาน้ำมัน

การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปของรัฐบาล จึงคงต้องดูบทสรุปที่ผ่านมา เพราะฐานะทางการคลังที่ยังเปราะบางจากการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป็นแสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังมีภาระต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกมากมาย การดูแลครัวเรือนฐานราก จึงต้องเป็นเรื่องของการประคับประคองช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับโครงสร้างใหญ่ และต้องเป็นมาตรการที่ไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะจะไปลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือนอีก

พร้อมกันนี้ การเร่งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จะยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจนับจากนี้ไป เพื่อให้มีเงินหล่อเลี้ยงในระบบเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่น่าจะหวนกลับคืนมา หลังจากมีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์