
รองเท้า...เปลี่ยนโลก
โดย...อธิกร ศรียาสวิน
โดย...อธิกร ศรียาสวิน
อาจเพราะเป็นคนชอบเดินทาง ก็เลยมีความรู้สึกอยู่เสมอๆ ว่า
การมีรองเท้าที่ดีเหมาะกับเท้าของเรานั้น มันช่างมีประโยชน์กับชีวิตมากๆ
ถ้าอยากรู้ว่ารองเท้านั้นสำคัญอย่างไร วิธีการง่ายๆ ก็คือให้คุณทดลองถอดรองเท้าแล้วลองเดินแบบเท้าเปลือยเปล่าไปตามท้องถนนรับประกันว่าไม่ถึงสิบนาที คุณจะพบได้ว่าเท้าที่ปราศจากรองเท้านั้นมันทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมากเพียงใด
ความรู้สึกนี้ติดค้างอยู่ในใจ จนวันหนึ่งก็ได้มีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวของรองเท้าสองยี่ห้อ
รองเท้าคู่แรก มีชื่อแบรนด์สั้นๆ ว่า TOMS
กับเรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มนามว่า เบลค ไมโคสกี้ (BlakeMycoskie) กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่เขาได้ออกเดินทางย่ำโลก เพื่อท่องเที่ยวไปในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจทั้งหมด
ณ ที่แห่งนั้น เบลคได้ไปพบกับบางสิ่ง ซึ่งมันได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ณ ดินแดนประเทศอาร์เจนตินานั่นคือการได้เห็นภาพของเด็กๆ ยากจน ซึ่งต้องทนเดินไปโรงเรียนและวิ่งเล่นด้วยเท้าเปล่าๆ โดยปราศจากรองเท้าสวมใส่
ภาพของความขาดแคลนแบบสุดๆ ซึ่งปรากฏกับสายตาตัวเองนั้น มันไปกระตุกความคิดของเขาอย่างสุดแรง ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะริเริ่มทำธุรกิจรองเท้า ซึ่งสามารถช่วยเหลือและแบ่งปันรองเท้าให้กับเด็กๆ ผู้ยากไร้ได้
“รองเท้าทุกคู่ที่คุณซื้อไป เราจะบริจาครองเท้าอีกคู่ให้กับเด็กที่ขาดแคลน”
และนั่นกลายเป็นการจุดระเบิดสุดยอดแนวคิดเพื่อสังคมเพราะมันแสดงจุดยืนของ TOMS แบรนด์ รองเท้าที่เจ้าของมีความมุ่งมั่นอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น
TOMS กลายเป็นต้นแบบธุรกิจ กลายเป็นตัวอย่างของการทำงานซึ่งนำเอาผลกำไรกลับมาต่อยอดเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือสังคมจนโด่งดังไปทั่วโลก และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นับจากวันนั้นถึงวันนี้ แบรนด์ TOMS บริจาครองเท้าไปแล้วกว่า 1 ล้านคู่ใน 25 ประเทศทั่วโลก
ฉันจดจำเรื่องราวข้างต้นนี้ไว้ในใจ จนได้มีโอกาสรับรู้อีกเรื่องราวของแบรนด์รองเท้าคู่ที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า “The Shoe That Grows”
เรื่องราวของนวัตกรรมชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของชายหนุ่มนาม เคนตัน ลี (Kenton Lee) ในระหว่างที่เขาเดินทางไปทำงาน ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ในทวีปแอฟริกา
ลี สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวัน เธอต้องทนสวมรองเท้าซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเท้ามาก ณ วินาทีนั้น เขาปิ๊งไอเดียบรรเจิดเกิดเป็นแนวความคิดขึ้นมาว่า
“มันน่าจะมีรองเท้าที่สามารถปรับเพิ่มขนาด โดยขยายให้ใหญ่ขึ้นได้ตามขนาดเท้าของเด็กๆ ที่กำลังเติบโตและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา”
เขาไม่เก็บความคิดไว้แค่เพียงในความฝัน แต่จัดการทำมันขึ้นมาให้เป็นของจริงๆ
รองเท้าคู่เดิมๆ แต่สามารถขยายขนาดได้ตามวัย ใช้คู่เดียวตั้งแต่เล็กยันโต และเจ้ารองเท้าแบรนด์ The Shoe That Grows นี่เอง ซึ่งเป็นผลผลิตจากความคิดในวันนั้น
อธิบายง่ายๆ The Shoe That Grows ก็คือรองเท้าที่สามารถปรับขยายความยาวและความกว้างให้เพิ่มขึ้นได้ 5 ขนาด นับจากเบอร์ 5 ไปจนถึงเบอร์ 12 ทำให้รองเท้านี้มีอายุการใช้งานอย่างน้อยๆ ถึง 5 ปี โดยสามารถใส่ได้ตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไปจนถึงวัยรุ่นอายุ 15 ปี
นอกจากผลิตรองเท้าเพื่อจำหน่ายแล้ว ลีก็ยังก่อตั้งองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า Because International เพื่อให้ลูกค้าได้มีช่องทางในการร่วมบริจาครองเท้าให้กับเด็กๆ ที่ขาดแคลนซึ่งมีจำนวนมากมายกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก
เมื่อได้อ่านเรื่องราวของรองเท้าทั้งสองคู่นี้จบลง มันย้อนมากระตุ้นความเชื่อของตัวเองที่ว่า
ถ้าคุณมีความคิดดีๆ มีความฝันดีๆ ที่มันช่างมีประโยชน์...
ขอให้เชื่อเถอะว่าบนโลกกลมๆ ใบนี้ จะยังมีพื้นที่ว่างให้คุณได้ลงมือปั้นความคิดความฝัน ทำให้มันกลายเป็นความจริง
ขอเพียงแค่คุณอย่าเอาแต่เก็บงำความคิดความฝันไว้อย่างเปล่าดายแต่เพียงลำพัง
แต่ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการก่อร่างสร้างสรรค์ ทำมันให้เกิดขึ้นมา เหมือนอย่างที่สองหนุ่มนี้ได้ลงมือ ลงแรงกาย แรงใจ แรงพยายาม
แม้อาจต้องใช้เวลา อาจต้องใช้ความมานะบากบั่น แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า
ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีๆ สักวันจะมีคนที่มองเห็นในความดีและเห็นในความงามแบบเดียวกับที่คุณเห็น และเมื่อถึงวันนั้น พวกเขาจะเดินทางมาลงมือลงแรง ช่วยกัน สนับสนุน ช่วยกันบอกต่อๆ เรื่องราวกันไป
เฉกดั่งเช่นเรื่องเล่าผ่านข้ามทวีปสองเรื่องข้างต้นนี้
ที่กลายเป็นเรื่องราวจุดกำเนิดของแบรนด์รองเท้าสองแบรนด์ซึ่งได้มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้กับโลกกลมๆ ใบนี้







