
บีบนายจ้างจ่าย3%
คลังเคาะอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับยกเว้นเอสเอ็มอีรายได้ไม่เกิน 200 ล้าน
คลังเคาะอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับยกเว้นเอสเอ็มอีรายได้ไม่เกิน 200 ล้าน
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คลังกำลังจัดทำรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับที่จะดำเนินการภายใต้กฎหมาย กบช.จะหารือกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยอยู่ระหว่างการพิจารณายกเว้นไม่ต้องตั้งกองทุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีรายได้ 100-200 ล้านบาท
นายกฤษฎา กล่าวว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับจะเริ่มให้ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายสมทบเริ่มต้นที่ฝ่ายละ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงและไม่น้อยเกินไป หากสมทบน้อยกว่านี้ก็จะมีรายได้หลังเกษียณน้อย โดยจะมีการกำหนดการสมทบสูงสุด แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นอัตราเท่าไร แต่คาดว่าจะเป็นไปในลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
“คาดว่ากองทุนนี้เริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2561 เป็นต้นไป แต่จะเริ่มบังคับกับผู้ประกอบการรายใหญ่ก่อนเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังให้เวลาปรับตัวอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีภาระเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จะเสนอร่าง พ.ร.บ.กบช. ให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเร็วๆ นี้” นายกฤษฎา กล่าว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเก็บเงินนายจ้างสมทบเข้ากองทุนที่อาจจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ แต่จะต้องพิจารณารายละเอียดของกองทุนอีกครั้งว่าจะมีการเก็บเงินสมทบในลักษณะใด และวงเงินที่เก็บจากนายจ้างอยู่ที่เท่าไร เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดของกองทุนอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่จะมีความเห็นอย่างไร







