
ดอกเบี้ยติดลบสะท้อนกลับ อาวุธอันตรายของแบงก์ชาติ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้งัดทุกอาวุธที่มีอยู่ในคลังมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาวุธที่แสดงการดิ้นรนอย่างถึงที่สุดของธนาคารกลางรายใหญ่ดังกล่าวคงหนีไม่พ้นการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนในระยะสั้นนโยบายดังกล่าวจะนับเป็นอาวุธอันตรายเกินไปสำหรับตลาดที่ยังไม่คุ้นเคยต่ออัตราดอกเบี้ยติดลบ และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบดังกล่าวคือเครื่องหมายที่แสดงว่าธนาคารกลางเหล่านั้นกำลังหลังชนฝาและไร้ทางเลือก ถึงขึ้นต้องใช้นโยบายที่“ไม่ปกติ” อย่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนลงสู่แดนลบ หลังการใช้เครื่องมือเดิมๆ ไม่ได้ประสิทธิภาพอีกต่อไป
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือตามนโยบายการเงินเพื่อใช้รับมือกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ร่วงลงจนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมถูกลง อย่างไรก็ตาม เมื่อการลดอัตราดอกเบี้ยไม่อาจใช้ได้ผลอีกต่อไป หรือที่เรียกกันว่ากับดักสภาพคล่อง ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องหันไปออกนโยบายอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) และการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ
การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบมีลักษณะเดียวกับการลดดอกเบี้ย โดยจะปรับลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน หรือกระตุ้นให้เกิดความต้องการเงินสดมาใช้ในการลงทุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบแทนที่จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเก็บเงินมากขึ้น
“ผู้คนจะกู้ยืมเงินและใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อพวกเขามีความเชื่อมั่นต่ออนาคต แต่ด้วยการลดดอกเบี้ยติดลบสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย นโยบายดังกล่าวจึงกลายเป็นการลดความเชื่อมั่น” แอนดริว ชีท หัวหน้านักกลยุทธ์ของมอร์แกนสแตนเลย์ กล่าว
นอกจากนี้ การเก็บเงินดังกล่าวก็ไม่ใช่การฝากเอาไว้ในธนาคาร แต่เป็นการถอนออกจากระบบมาถือเอาไว้เอง หรือเก็บเอาไว้ในตู้นิรภัย โดยจากข้อมูลของบีโอเจ ระบุว่า อัตราเงินสดและเงินฝากถือโดยครัวเรือนญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบีโอเจประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือน ม.ค.ของปีนี้
ขณะเดียวกัน อัตราการถือครองเงินสดและเงินฝากของภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 8.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดีวกันของปีก่อน ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1990 เลยทีเดียว ขณะที่ด้านเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปอย่างเยอรมนีก็ไม่น้อยหน้า มีการเก็บเงินเข้าตู้นิรภัยด้วยเช่นกัน
จากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(โออีซีดี) อัตราการถือครองเงินสดของครัวเรือนเทียบกับรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 9.7% เมื่อปี 2015 ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 โดยโออีซีดีคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10.4% ในปี 2016 นี้ ขณะที่ด้านเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และสวีเดน กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป แต่ไม่ใช่สมาชิกยูโรโซน ก็มีการเก็บเงินในหีบมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเก็บข้อมูลสถิติ
สาเหตุหนึ่งที่ประชาชนขนเงินออกมาเก็บนอกระบบการเงินมากขึ้น เป็นผลมาจากภาคธนาคารบางแห่งไม่สามารถแบกรับอัตราดอกเบี้ยติดลบได้ เนื่องจากการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการบังคับใช้กับเงินส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลางมากกว่า ดังนั้น ภาคธนาคารบางแห่งจึงมีการผลักภาระให้แก่ผู้บริโภค เช่น ธนาคารนอร์เดียแบงก์ของสวีเดน
“พวกเราไม่สามารถจ่ายค่าดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากและจ่ายเงินจากอัตราดอกเบี้ยติดลบกับธนาคารกลาง” คริสเตียนคลอเซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของนอร์แบงก์กล่าวเมื่อเดือน ม.ค. 2015
นอกจากนี้ ทั้งดอกเบี้ยติดลบ หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ ยังกดดันส่วนต่างของอัตราสินเชื่อกับหุ้นธนาคารพาณิชย์นั้นๆ (NIM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของฐานเงินทุนธนาคารพาณิชย์ในอนาคต โดยการที่ฐานเงินดังกล่าวปรับลดลง ยิ่งส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ไม่พร้อมจะปล่อยกู้มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อใดที่ภาคธนาคารไม่พร้อมจะปล่อยกู้ หรือการที่ภาคเอกชนและครัวเรือนต่างเอาเงินออกจากระบบ ยิ่งทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง ขัดกับเป้าหมายของธนาคารกลางที่พยายามเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดที่กำลังเผชิญกับกับดักสภาพคล่อง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสภาพคล่องเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้เป็นจุดหมายการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลาง แต่เป็นการกดดันค่าเงินให้อ่อนค่าลงเพื่อช่วยเหลือการส่งออกต่างหาก เนื่องจากหากค่าเงินอ่อนค่าลงเมื่อขายสินค้าและแปลงค่าเงินกลับมาแล้วจะได้เงินกลับมามากขึ้นนั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทญี่ปุ่นขายสินค้าในราคา 1 เหรียญสหรัฐ และได้รับเงินกลับมา 100 เยน แต่หากค่าเงินอ่อนค่าลงเป็น 104 เยน/เหรียญสหรัฐแล้ว เท่ากับว่าเมื่อขายสินค้าไป 1 เหรียญสหรัฐ จะทำให้ได้รับเงินกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 104 เยน
ความพยายามกดดันค่าเงินนั้นเห็นได้ชัดจากประเทศญี่ปุ่น ที่มักแสดงความกังวลต่อค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นและถูกประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐโต้แย้งเป็นประจำว่า ญี่ปุ่นจงใจอ่อนค่าเงินเพื่อเอาเปรียบคู่ค้าอื่นๆ โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็มักจะขานรับกับการอ่อนค่าลงของค่าเงินเยนด้วยเช่นกัน เนื่องจากเอกชนขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เน้นการส่งออก หลังประเทศเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุและการใช้จ่ายที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นกลับไม่เห็นผลนัก สะท้อนได้จากค่าเงินเยนที่ยังคงแข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ร่วงลงไปจนเข้าสู่แดนลบ โดยนับถึงสิ้นสุดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกราว 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 280 ล้านล้านบาท) มี
ผลตอบแทนติดลบ
นอกจากนี้ บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกต่างพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมักส่งผลให้ค่าเงินประเทศนั้นๆ ลดลง ยิ่งทำให้ผลของอัตราดอกเบี้ยติดลบน้อยลงไปด้วย รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยพร้อมกันหลายแห่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามค่าเงินที่ปะทุขึ้นอยู่เป็นระลอกๆ







