posttoday
พิธีสารมาดริด

พิธีสารมาดริด

10 สิงหาคม 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ที่จริงเรื่องของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามระบบมาดริดนั้น มีทั้งความตกลงมาดริด (Madrid Agreement) และพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) ทั้งนี้ความตกลงมาดริดเกิดขึ้นมาก่อนพิธีสารมาดริด โดยกลุ่มประเทศในยุโรปที่ต้องการทำการค้าระหว่างกัน แต่โดยที่ความตกลงมาดริดเข้มงวดมาก หลายๆ ประเทศที่ทำการค้ากันในโลก เช่น สหรัฐ จึงไม่เข้าเป็นสมาชิก ต่อมากลุ่มสมาชิกความตกลงมาดริดจึงได้ปรับปรุงความตกลง มีข้อแก้ไขบางประการที่ไม่เข้มงวดเกินไป แต่ยังคงหลักการการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกพิธีสารมาดริดไว้ จึงได้มีประเทศต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น จนถึงปัจจุบันมีประมาณ 97 ประเทศแล้ว

กลุ่มประเทศอาเซียนเองก็ได้วางกำหนดเวลาไว้ในการเข้าเป็นสมาชิกพิธีสารมาดริด โดยกำหนดไว้ใน AEC Road Map ให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริด ซึ่งถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดในปี พ.ศ. 2559 นี้ เนื่องจากถือได้ว่าพิธีสารมาดริดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งจากเดิมที่ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในแต่ละประเทศเป็นประเทศๆ ไป

สำหรับข้อกำหนดของพิธีสารมาดริด โดยสรุป คือ

1.ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนที่ Host Country หรือประเทศต้นทาง เช่น ถ้าประเทศไทยก็เป็นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เพียง 1 ฉบับ ชำระค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเงินสกุลเดียว (ฟรังก์สวิส) โดยที่ผู้ขอจดทะเบียนเลือกประเทศที่ต้องการขอรับความคุ้มครองได้โดยไม่ต้องไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในแต่ละประเทศตามแบบเดิม อย่างไรก็ดี การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับจดทะเบียนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายและดุลพินิจของหน่วยงานในประเทศที่ขอรับความคุ้มครองนั้น

2.พิธีสารมาดริดกำหนดให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติ มีภูมิลำเนา หรือมีสถานประกอบพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมในประเทศที่เป็นภาคีพิธีสารมาดริด สามารถมายื่นคำขอจดทะเบียนตามระบบมาดริดได้

3.เรื่องของวันที่ที่จดทะเบียนเครื่อง หมายการค้านั้น หากยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เช่น ประเทศไทย และขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ด้วย หากส่วนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของ WIPO (World Intellectual Property Organization) ได้รับคำขอภายใน 2 เดือน ก็ให้ถือว่าค่ายื่นขอนั้นยื่นในวันเดียวกับในประเทศไทย แต่หากเกิน 2 เดือน ก็ให้นับจากวันที่ WIPO ได้รับเอกสารคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

นอกจากนี้ หากมีการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกพิธีสารมาดริดเพิ่มเติมในภายหลังก็ยังกระทำได้

สำหรับประเด็นที่ควรทราบอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย คือการจดทะเบียนเสียงเป็นเครื่องหมายการค้าได้ โดยถือหลักเกณฑ์เดียวกับเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั่วไป ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า กล่าวคือต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ คือ

1.เสียงจะต้องไม่เล็งถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ถ้าเป็นเสียงที่เล็งถึงคุณสมบัติสินค้านั้นโดยตรงจะไม่ได้รับการจดทะเบียน เช่น การนำเสียงวัวร้อง (มอมอ) มาจดเป็นเครื่องหมายการค้าของนมสด เป็นต้น ไม่ได้

2.เสียงที่เป็นเสียงธรรมชาติของสินค้านั้น เช่น เสียงเป็ดร้อง นำมาเป็นเครื่องหมายการค้าของสินค้าอาหาร เป็ดรมควันอ้อย เป็นต้น จะไม่ได้รับการจดทะเบียน

3.เสียงที่เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น เช่น การนำเสียงเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์มาขอจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อหนึ่ง เป็นต้น จะไม่ได้รับการจดทะเบียน

ดังนั้น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียง จะเป็นการบรรยายลักษณะของเสียงโดยใช้เสียงคน โน้ตดนตรี หรือคลื่นเสียง เช่น ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สหรัฐอเมริกา และ OHIM EU ใช้ตัวอย่างเสียง ประเทศฮ่องกงใช้ตัวโน้ต ประเทศสิงคโปร์ใช้ทั้งตัวโน้ตและตัวอย่างเสียง

ตัวอย่างการใช้โน้ตดนตรีในคำขอจดทะเบียนต่างประเทศ เช่น คำพูดว่า ฮิ ซา มิซุ พร้อมกับตัวโน้ต อี เอ อี และเอฟชาร์ป 2 ตัว บนกุญแจดีเมเจอร์

ตัวอย่างคลื่นเสียงในคำขอจดทะเบียนในต่างประเทศ โดยการแสดงเสียงโดยใช้คลื่นเสียง  (Sonogram) เช่น เครื่องหมายเสียงโห่ของทาร์ซานที่ OHIM ยื่นในปี 2007

ตัวอย่างการบรรยายลักษณะของเสียงในคำขอจดทะเบียนต่างประเทศ เช่น เสียงคนพูดว่า “ดีท ดีท ดีท ดีท” ด้วยเสียงแหลมสูงโดยคำว่า “ดีท” ครั้งสุดท้ายเสียงสูงกว่า ดังกว่า และลากยาวกว่าคำว่า “ดีท” 3 ครั้งแรก ที่จดทะเบียนไว้ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2011

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท