
ช่องโหว่ที่ภาคใต้
รัฐบาลอาจโหมประโคมความสำเร็จการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ กระทั่งเตรียมถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ที่ส่งลงพื้นที่กลับที่ตั้ง คงเหลือแต่กำลังของกองทัพภาคที่ 4 รวมถึงการเตรียมโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีและจะต้องเร่งเดินหน้าเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง
รัฐบาลอาจโหมประโคมความสำเร็จการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ กระทั่งเตรียมถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ที่ส่งลงพื้นที่กลับที่ตั้ง คงเหลือแต่กำลังของกองทัพภาคที่ 4 รวมถึงการเตรียมโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีและจะต้องเร่งเดินหน้าเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง
แต่จากผลการลงประชามติของคนส่วนใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งไม่เห็นชอบ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการทำงานด้านการเมืองของทุกฝ่าย
งานการเมืองซึ่งมิได้หมายถึงกระบวนการและโครงสร้างทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่หมายถึงกระบวนการในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ประชาชน รวมถึงกลุ่มอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งผลสะท้อนจากผลประชามติที่ออกมา กล่าวได้ว่ากลไกของรัฐในการสื่อสารทำความเข้าใจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. กล่าวถึงผลประชามติ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า “ผู้ไม่หวังดีหรือฝ่ายตรงข้าม มีความพยายามก่อเหตุรวมทั้งการข่มขู่ไม่ให้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ แต่ปรากฏว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ก็ต้องขอขอบคุณกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เคาะประตูให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในครั้งนี้ เท่าที่ติดตามข่าวยอมรับว่าการบิดเบือนมีอยู่ 3 มาตรา ประกอบด้วยมาตรา 31-54 และ 67 ซึ่งเกี่ยวพันในเรื่องของศาสนาและการศึกษา มีความพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ทาง กอ.รมน. ศอ.บต.จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำความเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว แม้จะเป็นข้อกังวลใจ แต่ก็สามารถอธิบายข้อเท็จจริงได้แล้ว”
คำกล่าวนี้สะท้อนชัดถึงความล้มเหลว เพราะแม้จะมีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่า 50% แต่ข้อเท็จจริงที่มีการบิดเบือนก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคนชายแดนภาคใต้ กระทั่งนำไปสู่การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่รัฐต้องตระหนักว่า ประเด็นเรื่องศา่สนา และการศึกษาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจของคนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งรัฐไม่อาจทำความเข้าใจได้ ก็จะยิ่งทำให้การแก้ปัญหาความไม่สงบ ยากที่จะประสบผลสำเร็จ
นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นข้อที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ รัฐบาลแทบไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างซึ่งชะงักงันมานาน การยุบเลิกคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเสนอความเห็นข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรทางสังคม
ไม่สื่อสาร ตัดการมีส่วนร่วม ก็เหมือนปิดกั้นตัวเอง จึงไม่อาจที่จะสร้างความเข้าใจได้ เมื่อภาวะความไม่เข้าใจยังคงอยู่ ก็อย่าหวังถึงการลบล้างปมความรู้สึกที่ติดค้างในใจของผู้คนในพื้นที่
บทเรียนจากผลการลงประชามติในครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ได้ทบทวนนโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ ว่าจะสร้างผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่







