
รถยนต์ไฟฟ้า มาแรงแซงน้ำมัน
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
รถยนต์ไฟฟ้าคือยานยนต์ที่ล้อหมุนไปได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟได้ซ้ำๆ ซึ่งช่วงนี้กำลังเป็นข่าวมาแรง รัฐบาลก็เพิ่งคลอดชุดนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังแบ่งรับแบ่งสู้ บางคนบอกให้รัฐบาลชะลอการส่งเสริมออกไป เพราะเกรงว่าจะเข้ามาแย่งตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อาจมีผลต่ออุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ บางคนก็บอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะส่งเสริมเพราะโครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่พร้อม
เราลองมาดูซิว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในและใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีของประเทศหรือไม่
ผมขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของรถยนต์ไฟฟ้าสักเล็กน้อย โลกเริ่มใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปลายศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1880 กว่าๆ) ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ต่อมาก็ถูกทดแทนโดยรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าและวิ่งได้ไกลกว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มคืนชีพเพราะการพัฒนาเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันแพงขึ้นมาก ประกอบกับโลกจำเป็นต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาปัญหาโลกร้อน จึงมีผู้หันมาสนใจผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น เมื่อปลายปีที่แล้วทั่วโลกมีรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานอยู่ประมาณ 1.2 ล้านคัน ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ทั้งหมดในโลกที่มีอยู่กว่า 1,000 ล้านคัน ยี่ห้อที่มีรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุด คือ Nissan Leaf ของญี่ปุ่น และ Tesla ของสหรัฐอเมริกา
เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อดีที่เด่นที่สุดคือการไม่สร้างมลภาวะทั้งด้านอากาศและเสียง ไม่ปล่อยสารพิษที่เป็นก๊าซเรือนกระจกออกมาเลย และแทบไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์ จึงเป็นการขนส่งโดยใช้พลังงานที่สะอาด นอกจากนั้น ค่าซ่อมบำรุงยังค่อนข้างต่ำเพราะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว (Moving parts) ไม่มาก เช่น ไม่มีเครื่องยนต์กลไกประเภทลูกสูบหรือคันชัก มีแต่มอเตอร์เอาไว้หมุนล้อ รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องใช้น้ำมันซึ่งหลายๆ ประเทศต้องนำเข้า จึงประหยัดเงินตราต่างประเทศและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ในด้านการแปลงพลังงานจากเชื้อเพลิงไปเป็นแรงขับเคลื่อนรถ รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราสูงถึง 60% ขณะที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งมีอัตราเพียง 20% เท่านั้น การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงสูญเสียไปกับการก่อให้เกิดความร้อนค่อนข้างมาก
ข้อเสียสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าคือยังมีราคาค่อนข้างสูง เพราะต้นทุนในการผลิตแบตเตอรี่แพงมาก แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า คิดเป็นหนึ่งในสามของต้นทุนรวมรถทั้งคัน ปัจจุบันการชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน เช่น การชาร์จโดยเสียบปลั๊กที่บ้านเพื่อให้ได้ไฟเต็มต้องใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง แบบเร็วที่สุดใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เมื่อเติมไฟเต็มที่สามารถวิ่งได้ไม่เกิน 200 กิโลเมตร (กม.) ระยะหลังมีการตั้งสถานีเติมประจุไฟฟ้ามากแห่งขึ้นในหลายประเทศ แต่การวิ่งในระยะทางไกลๆ ก็ไม่สะดวกเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
เราบอกได้อย่างไรว่าการหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีความคุ้มค่า บอกได้โดยการเปรียบเทียบรถยนต์ 2 ประเภทนี้ที่มีขนาดและสมรรถนะใกล้เคียงกัน เช่น ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ Nissan Leaf และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันยี่ห้อ Honda Jazz รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาแพงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่ค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงจะต่ำกว่า รถ Nissan Leaf นำเข้ามาในประเทศต้องเสียภาษีนำเข้าขายในประเทศราคาประมาณคันละ 2 ล้านบาท เทียบกับ Honda Jazz ผลิตในประเทศขายคันละ 7 แสนบาท จึงมีราคาต่างกันถึง 1.3 ล้านบาท โดยราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน เมื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสมมติให้วิ่งปีละ 3 หมื่น กม. มีอายุใช้งานทั้งหมด 10 ปี เราพบว่าโดยรวมรถ Nissan Leaf จะประหยัดค่าเชื้อเพลิงคิดเป็นเงินประมาณ 2 แสนบาท แต่ไม่สามารถชดเชยความแตกต่างด้านราคาได้ทั้งหมด จึงไม่คุ้มค่าที่จะหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ถึงแม้ Nissan Leaf จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าและขายในราคาประมาณคันละ 1 ล้านบาท แต่ราคาก็ยังแตกต่างกันอยู่ 3 แสนบาท ยังมากกว่าเงินที่ประหยัดได้จากค่าเชื้อเพลิง การลดภาษีนำเข้าจึงยังไม่สามารถทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีความคุ้มค่ามากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะถูกลงในอนาคตเมื่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลดลงมากขึ้น และอาจลดลงได้ถึงปีละประมาณ 8% หากเป็นจริง ก็หมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าประเภทเดียวกันกับ Nissan Leaf จะมีราคาลดลงได้ถึง 20% ในอีก 5 ปีข้างหน้า จากคันละ 1 ล้านบาทไม่รวมภาษีนำเข้า เหลือเพียง 8 แสนบาท แพงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันขนาดเดียวกันเพียง 1 แสนบาท ยิ่งในอนาคตหากน้ำมันมีราคาแพงขึ้นมาก ความคุ้มค่าในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็จะยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งถ้าการพัฒนาแบตเตอรี่สามารถทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะวิ่งได้ไกลขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันได้ในอัตราที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ คนไทยคงยังไม่แห่กันหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากนัก เพราะราคารถยนต์ไฟฟ้ายังแพงเกินไป กลุ่มแรกที่จะเริ่มใช้รถยนต์ไฟฟ้าน่าจะเป็นพวกที่ชอบลองของใหม่ๆ และสนใจเทคโนโลยีชั้นสูงโดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าทางการเงินมากนัก ดังนั้นในช่วงนี้ยอดขายของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในประเทศก็คงจะไม่ลดลง และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบในทางลบเช่นเดียวกัน แต่หลังจากนั้น กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลกอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนมีผลให้ไทยไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเปลี่ยนไปตามกระแส และเมื่อถึงเวลานั้นทุกคนที่เกี่ยวข้องก็คงจะต้องปรับตัวในที่สุด







