
ผู้ว่าเมืองคอนตั้งกก.สอบนายอำเภอหักค่าหัวคิวโครงการประชารัฐ
นครศรีธรรมราช-ผู้ว่าเมืองคอนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จนายอำเภอเรียกเก็บค่าหัวคิวในโครงการประชารัฐ จนผู้ใหญ่บ้านทนพฤติกรรมไม่ไหวต้องก้มลงกราบ
นครศรีธรรมราช-ผู้ว่าเมืองคอนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จนายอำเภอเรียกเก็บค่าหัวคิวในโครงการประชารัฐ จนผู้ใหญ่บ้านทนพฤติกรรมไม่ไหวต้องก้มลงกราบ
นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการเผยแพร่คลิปในโลกออนไลน์ ทำนองว่าผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งได้ก้มลงกราบนายอำเภอ เพื่อขอให้ยกเลิกการเก็บหัวคิวตามสูตรลับจากเงินในโครงการประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล ที่กำหนดเป็นสูตรเฉพาะ 8-10-15 ไปจนถึงสูตร 25-30-35 คาดว่าจะแล้วเสร็จใน5วัน หากพบว่านายอำเภอทำผิดจริงจะดำเนินการตามกฏหมายทั้งวินัยและอาญา ซึ่งมองว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวโยงกับองค์กรและจะไม่ปกป้อง ซึ่งได้กำชับให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ
ก่อนหน้านี้ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย(มท.) มีคำสั่งย้ายนายอำเภอ 2 คน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วยนายวชิระ พันดุสะ ,นายอำเภอสิชลให้ไปช่วยราชการ ที่กรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฎิบัติงาน ณ กองการเจ้าหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงและยังมีคำสั่งย้ายนายพิทักษ์ บริพัศ นายอำเภอชะอวด ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฎิบัติงานที่วิทยาลัยการปกครอง ซึ่งทั้ง2คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่10ส.ค.นี้
สำหรับการย้ายนายอำเภอทั้ง 2 คน มีขึ้นหลังจากมีคลิปภาพในที่ประชุมประจำเดือนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมี ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งพูดในที่ประชุม โดยยอมรับถึงความอับอายและเสียชื่อเสียงที่ต้องไปเรียกเก็บเงินหัวคิวตาม“โครงการประชารัฐ“ของรัฐบาลตามสูตรลับ 8-10-15 ไปจนถึงสูตร 25-30-35 ถึงขนาดทำให้ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ก้มลงกราบกลางที่ประชุมขอร้องให้นายอำเภอเลิกเก็บงบสูตรลับ
นายวชิระ พันดุสะ นายอำเภอสิชล นายอำเภอที่ถูกคำสั่งย้าย กล่าวว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค.คนที่พูดในคลิปเรื่องสูตรเรียกเก็บงบลับคือนายสัมพันธ์ คนดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลเขาน้อย อำเภอสิชล แต่ยืนยันเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดและไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น.
*ภาพประกอบข่าวจากเฟซบุ๊ก**







