
ของฝากจากมองโกเลีย (2)
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
จากประสบการณ์อันขมขื่นของการต่อสู้ รบรา ฆ่าฟันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ระหว่างชนชาติ ทำให้จีนเรียนรู้ถึงความทุกข์ยากจากความคิดและวิธีการที่ผิดพลาดเหล่านั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนจึงถือประเด็นเรื่องชนชาติเป็นระเบียบวาระอันสำคัญสูงสุดของชาติมาตั้งแต่แรกสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อมุ่งสร้าง “ประเทศที่มีเอกภาพของชนชาติหลากหลาย” (Unified Multiethnic Country) ด้วยนโยบายหลักพื้นฐานให้เกิดความเท่าเทียม เอกภาพ และความมั่งคั่งร่วมกันของทุกชนชาติ แทนนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ที่มุ่งความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ และอารยะเฉพาะของชนชาติฮั่น
ถึงแม้จะมีประสบการณ์ของความเจ็บปวดจากการต่อสู้ จีนล้มเลิก แนวคิด “ประวัติศาสตร์บาดแผล” โดยสิ้นเชิงนำประวัติศาสตร์มารับใช้ปัจจุบัน เพื่อบรรลุเป้าหมายนโยบายมุ่งประโยชน์สุขของชนในชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ เรื่องราวของหวางเจาจินสอดคล้องอย่างยิ่งกับนโยบายและเป้าหมายดังกล่าวนี้ จึงมีการนำมายกย่องเชิดชูและ “ขาย” แก่นักท่องเที่ยวในรูปแบบหลากหลาย
ความงดงามทั้งเรือนร่างและจิตใจของหวางเจาจิน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่จิตรกรจีนมายาวนาน ทำให้เกิดภาพเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ให้คนรู้จักมาอย่างกว้างขวางและยาวนานแล้ว ในอนุสรณ์สถานของหวางเจาจินที่เมืองฮูโหวท่าวเท่อ จึงมีทั้งรูปแกะสลัก ภาพเขียน และหุ่นขี้ผึ้งที่งดงามอย่างยิ่งในหลากหลายอิริยาบถ ทั้งท่ายืนเดี่ยว ท่ายืนเคียงข้างฮูหานหยาข่านที่แม้อยู่ในวัยชราแต่ก็งามสง่าสมเป็นกษัตริย์ชาตินักรบ ท่านั่งบนหลังม้า ท่าอุ้มเครื่องดนตรีผีผา และท่วงท่าอื่นๆ ให้ผู้ไปเยือนได้ดื่มด่ำจนจุใจ
ยังมีการนำเรื่องราวของหวางเจาจินมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวหลายสิบตอน ต่อเติมเนื้อหาให้มีชีวิตชีวาให้คนรุ่นปัจจุบันสัมผัสเข้าถึงได้และจับใจผู้คน ซึ่งเนื้อหาโดยรวมล้วนส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและสันติสุข
ภาพและเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ ได้นำไปเป็นสินค้าของที่ระลึกมากมาย ให้ผู้ไปเยือนสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน สร้างเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนไปพร้อมกัน
เช่นเดียวกับเรื่องราวของฮัวมู่หลาน วีรสตรีสามัญชนผู้หาญกล้า ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงตำนานในเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 บอกเล่าเรื่องราวของเธอว่า เธอตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายเพื่อเป็นทหารเกณฑ์ไปรบแทนพ่อซึ่งชราภาพ เธอรบอยู่ยาวนานถึง 12 ปี โดยสามารถปกปิดเพศสภาพไว้ได้อย่างมิดชิด ความดี ความชอบในการรบทำให้เธอได้รับปูนบำเหน็จให้มีตำแหน่งในกองทัพ แต่เธอปฏิเสธขอกลับบ้านเกิดเพื่อไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนดูแลพ่อผู้ชรา
มีผู้นำเรื่องราวของฮัวมู่หลานไปแต่งเติมมากมาย ทั้งเป็นบทกวีสอดแทรกเข้าไปในนิยายอิงพงศาวดาร เรื่องซุยถัง นิทาน งิ้ว นวนิยาย การ์ตูน ต่อมาเมื่อมีศิลปะการภาพยนตร์เกิดขึ้น ก็มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ สร้างซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ หลายเวอร์ชั่น รวมทั้งภาพยนตร์แอนิเมชั่น และเมื่อปี 2556 สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนได้นำไปสร้างเป็นซีรี่ส์ และนำมาฉายในเมืองไทยทางไทยพีบีเอส สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง โดยภาพยนตร์ชุดนี้ได้นำเรื่องราวในตำนานมา “รับใช้ปัจจุบัน” ได้อย่างงดงาม ฮัวมู่หลานนอกจากเป็นนักรบสามัญชนที่มีความกตัญญูต่อบิดาอย่างสูงส่งแล้ว ยังเป็นช่างปักมือหนึ่งของแผ่นดิน มีความสามารถในการรบอย่างยอดเยี่ยม และรอบรู้ในยุทธศาสตร์ยุทธวิธีถึงขั้นได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหญิง แล้วยังมีชีวิตรักที่ดื่มด่ำลึกซึ้งกับเจ้าชายผู้นำทัพของฝ่ายศัตรูคือชนชาติโหรวหร่าน ภาพยนตร์สร้างได้อย่างเข้าถึงศิลปะที่มีเรื่องราวสนุกสนาน เร้าใจ ชวนติดตาม ภาพก็งดงาม บทสนทนาแต่ละประโยคลึกซึ้ง คมคาย กินใจ
แน่นอนว่าในเขตอิสระมองโกเลียใน จีนย่อมไม่เว้นที่จะนำเรื่องราวของมหาบุรุษคือ เจงกิสข่าน มารับใช้ปัจจุบัน ด้วยการยกย่องเชิดชู และนำมาเป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้อย่างกว้างขวางที่สุด ทั้งเรื่องราว และสินค้านานาชนิด
ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์จารึกว่าเจงกิสข่านคือผู้พิชิตอาณาจักรจีน เข่นฆ่าผู้คนล้มตายไปมากมาย แต่จีน นอกจากไม่ “ติดกับ” กับ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” เหล่านั้นยังนำมาเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นปัจจุบันได้อย่างฉลาดลึกซึ้ง
สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจนติด 1 ใน 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจีนคือ อนุสรณ์สถานเจงกิสข่านที่เมืองอีจินโฮโรฉี ในจังหวัดโอร์ดอส
ตามประวัติ เจงกิสข่านสวรรคตในบริเวณมณฑลกานซู่ ศพได้เคลื่อนย้ายไปฝังทางตอนกลางของมองโกเลีย และฝัง ณ สถานที่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ให้สืบค้นได้ ทั้งนี้ตามประสงค์ของเจงกิสข่าน
อนุสรณ์สถานเจงกิสข่านสร้างขึ้น ณ บริเวณที่เป็นพระราชวังของเจงกิสข่าน และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นอนุสรณ์สถานโดยโอเกไดข่านบุตรชายคนที่ 3 ที่เจงกิสข่านเลือกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งสืบต่อจากตน อนุสรณ์สถานแห่งนี้อยู่ ณ เชิงเขาเคนไต มีกองทหารยามเฝ้ารักษาความปลอดภัย ที่หัวหน้าคัดเลือกจากชนเผ่าบอริจิน ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของเจงกิสข่านเรียกว่า ดาร์คัด (Darkhad) แปลว่า “บุคคลพิเศษ” พิธีราชาภิเษกของข่านมองโกลกระทำที่สถานที่แห่งนี้
ในสมัยราชวงศ์ชิงได้ปกป้องคุ้มครองสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี แต่เมื่อราชวงศ์ชิงอ่อนแอลง สถานที่แห่งนี้ก็ประสบชะตากรรมอันเลวร้ายหลายครั้ง ตั้งแต่การจลาจลจากการก่อกบฏของมุสลิมในซิงไห่และกานซู่ ในช่วงปี 2438-2439 จนเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิงล่มสลาย เข้าสู่ยุคขุนศึก สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามกลางเมืองระหว่างก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน จนกระทั่งหลังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 รัฐบาลของเขตอิสระมองโกเลียใน ได้สร้างอนุสรณ์สถานนี้ขึ้นใหม่ เมื่อปี 2497-2498 แม้ทางจังหวัดโอร์ดอสจะคัดค้าน
เดิมอนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างเป็นกระโจมเคลื่อนที่สีขาว 8 หลัง สร้างใหม่เป็นอาคารถาวร นำสิ่งอนุสรณ์ต่างๆ ของเจงกิสข่าน เช่น พระมาลา แคร่หามพระศพ ไปเก็บรักษาไว้เป็นเครื่องสักการะบูชา แต่ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี 2509-2519 สถานที่แห่งนี้ถูกพวกเรดการ์ดทำลาย สิ่งอนุสรณ์ต่างๆ หายสาบสูญ จนต้องจัดสร้างขึ้นใหม่แทนของเดิม
จากกระโจมขาวเคลื่อนที่คล้ายแบบดั้งเดิมของชนเผ่ามองโกล ปัจจุบันสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคาเป็นรูปทรงหมวกของเจงกิสข่าน ฐานเป็นอาคารรูปแปดเหลี่ยม เป็นอาคารทั้งหมด 4 หลัง หลังกลางสูง26 เมตร เป็นที่ประดิษฐานรูปสลักหยกของเจงกิสข่านสูง 5 เมตร มีภาพเขียนสีบนผนังยาว 2 ด้าน 6บอกเล่าเรื่องราวของเจงกิสข่าน ตั้งแต่ยังเป็นเตมูจิน ถูกจับเป็นเชลย แต่งงาน รวบรวมอาณาจักรจนได้รับสถาปนาเป็นข่านของชนเผ่ามองโกลเมื่ออายุ 27 ปี ขยายอาณาจักรจนกว้างใหญ่ไพศาล ได้รับสถาปนาเป็นเจงกิสข่านเมื่ออายุ 44 ปี พิชิตดินแดนตะวันตกจนครอบคลุมทะเลสาบแคสเปียน ได้ที่ปรึกษาคนสำคัญชาวแมนจู คือเยลู่ฉูไฉ จนสวรรคต เมื่ออายุ 65 ปี
พระราชวังชั้นในสูง 20 เมตร มีโลงพระศพ 7 หลัง ของเจงกิสข่าน ของพระมเหสี 3 องค์ ของโตลุย ลูกคนเล็ก และของภริยาโตลุย พระราชวังตะวันออกเป็นอาคารสูง 20 เมตร พระราชวังตะวันตกสูง 23 เมตร
ทุกปีชาวมองโกลจะมีพิธีชุมนุม4 ครั้ง ในวันที่ 21 มี.ค. 5 พ.ค. 21 ก.ย. และ 3 ต.ค. มีพิธีบวงสรวงเทพยดาและมีการแข่งขันต่างๆ เช่น มวยปล้ำ แข่งม้า ยิงธนู และร้องเพลง







