
นอกตำรา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เป็นไปตามคาดหลังผลประชามติออกมา ไทยแลนด์ตกเป็นข่าวในทำนองเดียวกันบนสื่อหลายฉบับว่า ยอมแลกเศรษฐกิจกับประชาธิปไตย ยอมลดทอนคุณค่าประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพ
ไม่ว่าจะมองกันในมุมไหน ที่สุดแล้ว ผู้ที่ไปใช้สิทธิออกเสียง 58% ก็มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญไปด้วยคะแนน 61.40% ต่อ 38.60%
อย่างไรก็ตาม เห็นเรื่องนี้แล้วก็พาให้ฉุกคิดถึงประเทศอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในบางจุดบางประเด็นเหมือนกันกับเรื่อง “ได้อย่างก็ต้องยอมเสียอย่าง”
ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฟิลิปปินส์ ในยุคการปกครองแบบ Strong Man หรือการบริหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้นำที่แข็งกร้าว ภายหลังประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ชนะการเลือกตั้งไปแบบถล่มทลายนั้น กำลังเริ่มเผชิญแรงกดดันเข้ามาแล้วในเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” จากสงครามกวาดล้างยาเสพติดแบบศาลเตี้ยทั่วประเทศ
ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐจะสั่งจับตายโดยไม่รอกระบวนการไต่สวนทางศาลแล้ว ดูเตอร์เตเองยังเรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปหันมาร่วมวงตั้งศาลเตี้ยด้วย จนทำให้เพียงแค่ 1 เดือนหลังรับตำแหน่ง มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกรณียาเสพติดพุ่งขึ้นไปแล้วถึง 465 คน
ภาพที่หญิงสาวรายหนึ่งนั่งกอดศพของสามีที่ถูกยิงตายกลางสี่แยกในกรุงมะนิลา กลายเป็นภาพที่ดึงสติของหลายคนได้ว่า การไฟเขียวให้มีศาลเตี้ยแบบนี้คือสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ หรือไม่ เพราะทุกคนย่อมมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกเป่าทิ้งได้ง่ายๆ เพียงเพราะถูกกล่าวหาว่าค้ายา ทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงมือตำรวจหรือกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ด้วยซ้ำ
ทว่าที่สุดแล้ว ผู้นำฟิลิปปินส์ก็ไม่เปลี่ยนใจ และมาพร้อมการเปิดเผยรายชื่อผู้พิพากษา ตำรวจ นายกเทศมนตรี และข้าราชการทั้งที่เป็นอดีตและยังอยู่ในตำแหน่งอีก 150 คน เพื่อกดดันและเดินหน้าสงครามยาเสพติดเชิงรุกอีกครั้ง ที่สำคัญก็คือ ชาวฟิลิปปินส์และนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ในประเทศเลือกที่จะ “ยอมแลก” สิทธิมนุษยชน กับการแก้ปัญหาที่ยากจะทำได้ด้วยช่องทางปกติเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านๆ มา
ส่วน ตุรกี แม้จะไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นเผด็จการที่รัฐบาลทหารหลายประเทศต้องอาย เพราะหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด ประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ก็ใช้อำนาจพิเศษล้างบางฝ่ายตรงข้ามเต็มที่ มีการควบคุมตัวผู้เห็นต่างไปแล้วมากกว่า 5 หมื่นคน
หากจะเรียกว่าตุรกีเป็นประชาธิปไตยแบบเข้าคูหาเลือกตั้งเท่านั้น ก็คงจะไม่ผิดนัก นับตั้งแต่อยู่ในอำนาจมา 13 ปี นับตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัยแล้วต่อด้วยเก้าอี้ประธานาธิบดี เออร์โดกันมักอ้างเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนให้ตนเองเสมอในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ และพุ่งเป้าฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นพวกที่ไม่รักชาติ ไม่เคารพเสียงของประชาชน หรือรับเงินต่างชาติมาโจมตีรัฐบาล
ผู้ที่สนับสนุนเออร์โดกันส่วนใหญ่ นอกจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมแล้ว ก็ยังยอมแลกเพื่อให้ได้ความมั่นคงและปลอดภัยจากการก่อการร้าย ในฐานะที่ตุรกีมีศัตรูรายรอบทั้งจากกลุ่มก่อการร้ายไอเอส และกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะอยู่ใต้ผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด
แต่ละประเทศต่างมีเรื่องราวและกรณีเฉพาะ ที่ทำให้หลายครั้งการเล่นนอกตำรากลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้







