
ปักหมุดเลือกตั้ง ฟื้นเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย และไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นไม่ว่าจะก่อนหรือระหว่างการลงประชามติ นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญญาณบวกอันดับแรกของเศรษฐกิจไทยในอนาคตข้างหน้าแม้กระทั่งกรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “5 เรื่องที่ประชาชนหวังหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ” ที่เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค. ก่อนการลงประชามติ ยังระบุว่า สิ่งที่ประชาชนหวังมากที่สุดหลังรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติอันดับแรกสุด คือ อยากให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น การค้าขาย การจ้างงานในประเทศดีขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น น่าจะพออนุมานได้ว่าเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ
อรุณ จิรชวาลา กรรมการธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า การผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงถือว่าเป็นการตอกย้ำว่าประชาชนคนไทยรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ โดยข้อดีที่จะเห็นได้ชัดหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ คือ ในระยะสั้นทำให้บรรยากาศในตลาดเงินและตลาดทุนดีขึ้น นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนเรื่องนี้ได้หมดไป
แต่ในระยะยาวจะส่งผลดีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนแค่ไหนนั้น จะต้องติดตาม แนวทางต่างๆ ที่จะเดินต่อจากนี้ประกอบด้วย ทั้งการเดินหน้าโครงการลงทุน การเลือกตั้งในปีหน้า เป็นต้น
เช่นเดียวกับ นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB) กล่าวว่า การผ่านร่างรัฐ ธรรมนูญถือว่าลดความไม่แน่นอนในระยะสั้นของตลาดเงินและตลาดทุนได้ ช่วยให้บรรยากาศเศรษฐกิจระยะสั้นปรับดีขึ้น แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีขึ้น เอกชนมีขยับลงทุนเพิ่มนั้น คงต้องรอความชัดเจนการเลือกตั้งที่รัฐบาลประกาศว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าก่อน เพราะถ้ามีกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยให้เห็นความชัดเจนของการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่อเนื่องหรือไม่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ อาทิ ไทยแลนด์ 4.0 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซูเปอร์คลัสเตอร์ รวมถึงมาตรการระยะสั้นที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากมีรัฐบาลใหม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมามากขึ้น หนุนการลงทุนให้เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ในที่สุด
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ความชัดเจนทางการเมืองหลังผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญและกรอบเวลาการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 หรืออย่างช้าต้นปี 2561 จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนมีแนวโน้มขยับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคสินค้าคงทน และส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี แต่คงฟื้นไม่แรงมาก เพราะไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่
ในด้านการลงทุนที่หดตัวมา 3 ปี อมรเทพ เชื่อว่าเมื่อเกิดความชัดเจนทางการเมือง ทางเอกชนไทยก็พร้อมจะลงทุนเพิ่มทันที เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างชาติที่รอคอยความมีเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคตก็จะเริ่มเข้ามาลงทุน
ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐในอนาคตนั้น ต้องรอความชัดเจนในกฎหมายลูก ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งมีการวางกรอบการกำหนดงบประมาณของรัฐบาลให้มีวินัยการคลัง ไม่สร้างปัญหาหนี้ภาครัฐในอนาคต เพราะกฎหมายลูกมีข้อจำกัดจากการตรวจสอบที่รัดกุม ในอนาคตการใช้จ่ายภาครัฐอาจไม่ได้นำมาใช้เป็นตัวเร่งเศรษฐกิจได้เต็มที่ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวได้
จะเห็นได้ว่าเสียงสะท้อนที่ออกมาหลังประชามติออกมาว่ารับร่างรัฐธรรมนูญ คือ บรรยากาศทางเศรษฐกิจที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในระยะยาวนักลงทุนยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายหลังจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
คงไม่ต้องพูดกันให้มากแล้วว่าการลงทุนภาคเอกชนในขณะนี้สำคัญกับเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พยายามทำเพื่อเร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐจนสร้างผลงานได้ดี ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชน จะได้เดินหน้าการลงทุนตาม ไม่ว่าจะเป็นการขยายการผลิตเดิม หรือเพิ่มการลงทุนใหม่ แต่ก็ยังประสบความสำเร็จไม่มาก อัตราการใช้กำลังการผลิตยังทรงตัวอยู่ที่ 60% ไม่กระเตื้องขึ้น สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตเพียง 2-3% และเป็นการกู้เพื่อลงทุนไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ในรูปเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า
ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายจึงคาดหวังว่า ด้วยบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยที่เปลี่ยนไป โดยมีหมุดหมายที่ชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2560 หรืออย่างช้าต้นปี 2561 ช่วยสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างทางก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ที่ยังเหลือเวลาอย่างน้อยอีก 16 เดือน (ก.ย. 2559-ธ.ค. 2560) รัฐบาลชุดนี้ก็คงยังต้องทำงานกันอย่างหนักในด้านเศรษฐกิจ เพราะอย่างที่กูรูด้านเศรษฐกิจข้างต้นประเมิน คือ นักลงทุนเอกชนทั้งในและต่างประเทศ คงจะยังไม่ตัดสินใจใดๆ เรื่องการลงทุน เพื่อรอดูรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างไร
ระหว่างนี้การตัดสินใจลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ สนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ฯลฯ ก็คงยังต้องเร่งมือ และให้เกิดการลงทุนการก่อสร้างจริง มีเม็ดเงินสู่ระบบจริง ขณะเดียวกันการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ด้วยการสร้างระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ให้คืบหน้าและครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจของภาคเอกชน ก็ยังต้องดำเนินต่อไป
เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโครงสร้างที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปก้าวเดินได้อย่างมั่นคง และเป็นโครงการที่เชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็จะต้องเดินหน้าสานต่ออย่างแน่นอน







