posttoday
ภารกิจคสช.หลังประชามติ จี้รื้อระบบราชการ-ปฏิรูป ตร.

ภารกิจคสช.หลังประชามติ จี้รื้อระบบราชการ-ปฏิรูป ตร.

08 สิงหาคม 2559

หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกาะติดคือภารกิจที่เหลืออยู่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกาะติดคือภารกิจที่เหลืออยู่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จะต้องเดินหน้าอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สองสิ่งสำคัญที่รัฐบาล คสช.ควรทำหลังจากนี้ไป คือ การปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่หมักหมมมานาน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสองระบบดังกล่าว คือ การใช้มาตรา 44 อันพร่ำเพรื่อของนายกรัฐมนตรี จนดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล ด้วยการโยกย้ายด่วนโดยใช้มาตรา 44

ขณะเดียวกัน ระบบราชการเองถูกตั้งคำถามว่าระบบราชการไม่อาจแก้ปัญหาเหล่านั้นใช่หรือไม่ ถือเป็นเงาสะท้อนให้เห็นว่าการใช้มาตรา 44 มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลมากกว่าแก้ปัญหาที่ระบบหรือโครงสร้างที่มีปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องปรับ หรือรื้อโครงสร้างระบบราชการทั้งระบบ ไม่ใช่เด้งหรือโยกย้ายบุคคลที่ทำงานไม่ได้ด้วยการใช้อำนาจพิเศษเพียงอย่างเดียว 

ทั้งนี้ เห็นว่า คสช.ต้องปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่นเหมือนกับระบบการทำงานในภาคเอกชน ที่มีความคล่องตัวในการแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน และเพื่อให้เกิดการทำงานได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างเช่น ปลัดหรืออธิบดีที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการวิ่งเต้น โดยไม่มีความรู้ความสามารถมากพอในการทำงาน ต้องมีระบบราชการภายในตัวเองเข้ามาแก้ปัญหาปรับเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้ให้ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีความเหมาะสม จึงควรสรรหาบุคคลใหม่เข้ามาทำงานแทน

วิทยากร กล่าวอีกว่า ปัญหาใหญ่ในสังคมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจึงต้องมีการปฏิรูปโดยด่วน คือ ตำรวจ แต่ปัจจุบันรัฐบาล คสช.กลับทำการปฏิรูปตำรวจแบบส่วนๆ กล่าวคือ ให้แต่ละส่วนหรือหน่วยงานปฏิรูปตัวเอง เช่นเดียวกับ สตช. ผลที่ตามมา คือ ไม่เกิดความก้าวหน้าแต่อย่างใด เพราะตำรวจไม่มีทางปฏิรูปตัวเอง แต่จะมุ่งปกป้องตัวเอง หรือห่วงอำนาจมากกว่า ดังนั้นจึงควรให้องค์กรภายนอกเข้าไปมีส่วนปฏิรูปตำรวจด้วย และต้องเป็นการปฏิรูปทั้งระบบกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่อัยการ ศาล หรือตำรวจ ด้วยการสร้างระบบถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบ มิใช่ให้หน่วยงานใดมีอำนาจมากจนเกินไปจนเกิดช่องโหว่ช่องว่างระบบวิ่งเต้นคดีเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว

สังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ คสช.จากนี้ไป คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องดำเนินการและต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นจากนี้ไป คสช.ต้องสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระในการป้องกันการทุจริต เช่น ที่ผ่านมามีการปรับปรุงกฎหมายและยกระดับองค์กรตรวจสอบการทุจริตให้มีอิสระมากขึ้น ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้ คสช.ดำเนินการหลังจากนี้ คือ การปฏิรูประบบราชการและตำรวจ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายและการใช้งบประมาณ เนื่องจากปัญหาสำคัญในการปฏิรูประบบราชการหรือตำรวจไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะส่วนราชการไม่ยอมปล่อยให้มีการกระจายอำนาจ เพราะหวงอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนจากงบประมาณที่ตัวเองได้รับการจัดสรรประจำปี เพราะแต่ละหน่วยงานรัฐได้รับงบประมาณไม่น้อยกว่าแสนล้านบาท แม้ว่าการใช้อำนาจมาตรา 44 เป็นประโยชน์ในการโยกย้ายข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริต หรือบรรดาข้าราชการเกียร์ว่าง แต่ก็ต้องมีการรื้อโครงสร้างอำนาจในการปฏิรูประบบราชการและตำรวจร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นไม่มีทางปฏิรูปได้สำเร็จ 

“ไม่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่ปัจจุบัน คสช.ให้ตำรวจปฏิรูปตัวเอง จะเกิดการปฏิรูปจริงๆ ได้อย่างไร ใครจะยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งการปฏิรูปที่แท้จริงต้องรื้อโครงสร้างอำนาจตำรวจทั้งหมดโดยต้องให้องค์กรภายนอกเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินการด้วย ไม่ใช่ให้ตำรวจทำกันเองแล้วจะสำเร็จได้อย่างไร” สังศิต กล่าว 

จรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในระบบราชการราว 80% คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก นิยมการเล่นพรรคเล่นพวก และวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สนใจความรู้ความสามารถหรือระบบอาวุโส ตามลำดับชั้น พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ ดังนั้นการจะแก้ปัญหาหรือปฏิรูประบบราชการให้สำเร็จได้ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ ด้วยการออกมาตรการคัดสรร หรือประเมินผลงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้คนดีมีความรู้เข้ามาทำงาน

ทั้งนี้ ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการเลี่ยง และบิดเบือนกฎระเบียบการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐตามระเบียบ ก.พ. เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกตัวเองได้เข้าสู่ตำแหน่งโดยง่าย และผู้บริหารระดับสูงบางคนใช้ดุลพินิจส่วนตัวไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างความเหมาะสม หรือประโยชน์ทางราชการ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาวิ่งเต้น คือ ต้องยกเลิกการให้อำนาจแก่ผู้บริหารระดับสูงเพียงผู้เดียวในการใช้ดุลพินิจ เช่น ปลัด อธิบดี ในการแต่งตั้ง หรือคัดเลือกบุคคล ควรใช้ระบบคณะกรรมการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและนอกเข้าร่วมพิจารณา และทุกครั้งที่มีประชุมต้องบันทึกรายละเอียดเหตุและผลในการเลือกหรือไม่เลือกบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งอย่างละเอียด จะเป็นวิธีแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท