
วัดพี่วัดน้อง วัด 2 สมี
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
วัดหนึ่งสูงส่งด้วยสมณศักดิ์ อีกวัดหนึ่งอวดอ้างหลักปฏิบัติอภินิหาร
วัดหนึ่งเป็นอุปัชฌาย์เป็นอาจารย์ อีกวัดหนึ่งอ้างได้ฌานได้จากแม่ชีวัดหนึ่งสะสมรถหรูแทนธรรมะ อีกวัดหนึ่งขายบุญนะจ๊ะสะสมทรัพย์วัดหนึ่งเลี่ยงภาษีนำรถเข้า อีกวัดหนึ่งโกงเงินชาวบ้านสหกรณ์
ทั้งสองวัดกำลังเจอวิบากกรรมที่ตามมาทัน เจ้าอาวาสทั้งสองวัด แม้จะมีเงินทองมากมาย อยู่กุฏิหรูหราเย็นฉ่ำ แต่คงนอนกายหน้าผากทุกค่ำคืน
วัดน้องทำบุญให้ทานวัดพี่ด้วยทองคำและเงินจำนวนมาก วัดพี่เคยปกป้องช่วยเหลือวัดน้องให้รอดพ้นจากอาบัติปาราชิก อาบัติที่ฆราวาสรู้แต่พระระดับสมเด็จไม่รู้
สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ย่อมมีโทษมหันต์ การครองเพศบรรพชิต ผู้คนกราบไหว้ หาปัจจัยสี่ถวาย เพศบรรพชิตที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นเนื้อนาบุญ จึงมีบุญมาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าใช้สถานะความเป็นบรรพชิต หลอกลวงชาวบ้าน ไม่ใช่รักษาความบริสุทธิ์ แสวงหาลาภสักการะจากความศรัทธาของชาวพุทธ ย่อมบาปหนัก บาปมากกว่าคนธรรมดาที่หลอกลวงอย่างเดียวกัน
ธัมมชโย เจ้าสำนักจานบิน วัดธรรมกาย ซ่อนตัวหลบหนีหมายจับของศาล กระทำการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ใช้กฎหมู่ใช้ความศรัทธาของคน ปกป้องตนเอง จนวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า เจ้าตัวยังอยู่ในวัดหรือไม่ ผลจากการขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้คนแวดล้อมเดือดร้อน ถูกดำเนินคดี ไม่ว่าโฆษก พระลูกวัด สาวกที่ออกมาปกป้อง วันนี้ถูกออกหมายจับกันถ้วนหน้า
สมเด็จช่วง แห่งวัดปากน้ำ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า ครอบครองรถเบนซ์หรูที่ไม่เสียภาษีนำเข้า ผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต และร่วมแจ้งเท็จในเอกสารราชการในการจดประกอบรถหรู
ทั้งสองกรณีมีวิธีการต่อสู้ที่คล้ายคลึงกัน โดยให้สาวกออกมาตอบโต้ออกมาอธิบายยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่ได้ทำผิด
การสอบสวนดำเนินคดีทั้งสองโดยดีเอสไอเป็นการดำเนินการไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการทำตามหน้าที่ตามกติกาของบ้านเมือง หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ย่อมมีสิทธิที่จะเข้ามาต่อสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่วิธีการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาทั้งสอง กลับใช้สาวกให้ออกมาตะแบงเบี่ยงเบนประเด็น ใช้ความเป็นพระปกป้องตัวเอง คงจะคิดว่า ผ้าเหลืองนั้น นอกจากใช้ห่มคลุมร่างกายให้หายร้อนหนาวได้แล้ว ยังจะสามารถใช้ปกป้องการกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองได้
ถ้าผ้าเหลืองทำให้คนธรรมดากลายเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ถ้าผ้าเหลืองสามารถปกป้องคนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองได้ คนที่ขายผ้าเหลืองอยู่แถวเสาชิงช้า คงเป็นอรหันต์ไปหมดแล้ว ความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่โกนหัวห่มเหลือง แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามธรรมวินัย ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ให้ลดละกิเลส ไม่ใช่บวชเพื่อสะสมทรัพย์สินสิ่งของ หรือเพื่อเพิ่มกิเลส
การดำเนินคดีกับพระที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง มีมาตลอดตั้งแต่สมัยพุทธกาล ไม่ได้มีเฉพาะธัมมชโยกับสมเด็จช่วงเท่านั้น การดำเนินคดีตามกฎหมายบ้านเมืองกับพระ ไม่ใช่การทำลายศาสนาอย่างที่สาวกของทั้งสองผู้ต้องหาพยายามบิดเบือน
พระแม้จะห่มเหลือง แม้จะอ้างว่าอยู่ฝ่ายศาสนจักร แต่ก็ยังเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่ยังอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง พระทุกรูปยังต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะธรรมวินัยละเอียดกว่ากฎหมาย หากปฏิบัติตามธรรมวินัยได้ การปฏิบัติตามกฎหมาย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
การเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ซึ่งย่อมรวมทั้งนักบวชด้วย ของสิ่งใดที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องเสียภาษีเมื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าพระไม่ว่าโยมที่นำเข้ามา ก็ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง สำหรับฆราวาส การหลบเลี่ยงภาษีเป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง แต่สำหรับพระนอกจากจะผิดกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังผิดธรรมวินัย เป็นความผิดเกี่ยวด้วยทรัพย์ ถือเป็นการลักทรัพย์อย่างหนึ่ง ถ้าเกิน 5 มาสก ย่อมขาดจากความเป็นพระ
เหล่าสาวกของทั้งสองผู้ต้องหา มักจะเรียกร้องให้คนทั่วไปเรียกผู้ต้องหาทั้งสองอย่างให้เกียรติ ไม่ควรใช้คำว่า โล้น คำว่า โล้น คงไปแสลงใจทั้งผู้ต้องหาทั้งสาวก
ทำไมต้องแสลงใจ คำพูดเป็นเพียงสมมติ คำว่าโล้น หมายถึง ไม่มีผมบนหัว ซึ่งการเป็นพระก็ต้องโกนผม ไม่ให้มีผมบนหัวอยู่แล้ว เขาเรียกโล้นก็ถูกแล้ว ถ้าไปเรียกว่า พระไม่โกนผม น่าจะถือเป็นการพูดที่ไม่ให้เกียรติ เป็นการดูถูก
แม้คำว่า โล้น จะเป็นการพูดโดยไม่เคารพ ก็เรื่องเฉพาะตัวของผู้เรียก ถ้าเป็นพระผู้บริสุทธิ์ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่มีใครกล้าเรียกอย่างนั้น และถึงแม้จะเรียกก็เป็นเรื่องจริงที่พระท่านศีรษะโล้น พระที่ดีท่านไม่โกรธ หรือไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะเป็นกรรมของผู้พูดเอง
คนเราจะเป็นอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนอื่น พระที่ทำผิดปาราชิก แม้สาวกเป็นหมื่นเป็นแสนมาพูดโพนทะนาว่า เป็นพระบริสุทธิ์ ก็ไม่ทำให้ผู้ปาราชิก กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ได้
อย่าได้เบี่ยงเบนประเด็นกันเลย และที่สาวกออกมาอวดอ้างว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา มีพยานหลักฐานครบถ้วน ก็น่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่หลบๆ ซ่อนๆ แล้วให้สาวกออกมาป่าวประกาศว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ออกมาเรียกแขกเรียกสาวกให้ปกป้อง
ธัมมชโย อ้างว่าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเงินที่เข้าบัญชีตัวเองเป็นร้อยเป็นพันล้าน เป็นเงินมาจากสหกรณ์ การรับเงินเป็นการรับบริจาคด้วยความบริสุทธิ์ ไม่รู้ไม่เห็นการกระทำความผิด
สมเด็จช่วง อ้างว่า ไม่รู้ไม่เห็นการเลี่ยงภาษี เป็นการรับบริจาค (เหมือนกัน) รถก็ไม่ได้นำมาใช้ เป็นเพียงรถที่เก็บไว้ในประชาชนชม คงหวังจะให้ผู้มาชื่นชมจะได้หมดกิเลสเร็วๆ
คดีทั้งสองเป็นคดีที่ชาวพุทธให้ความสนใจดีเอสไอยุคนี้ ไม่ได้เป็นริดสีดวง ท่านต้องทำคดีไปตามพยานหลักฐาน การตั้งข้อกล่าวหาพระ โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ พระที่มีชื่อเสียง หากไม่มั่นใจในพยานหลักฐาน ในฐานะชาวพุทธ คงไม่กล้าดำเนินคดีกับพระดีเอสไอยุคนี้ คงไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ผู้ต้องหาที่หลบซ่อนหลบหนีหมายจับดีเอสไอต้องดำเนินการตามหน้าที่ ที่ต้องจับกุมตัวมาให้ได้
ฝากเหล่าสาวกว่า อย่าดีแต่พูด อย่าดีแต่สร้างวาทะกรรมแก้ตัวไปวันๆ ธัมมชโยก็ขาเน่า สมเด็จช่วงก็ชรามากแล้ว โอกาสที่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์เหลือน้อยลงทุกวัน อย่างปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปโดยไม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง รีบเข้ามาต่อสู้คดีไม่ให้ผู้ต้องหาทั้งสองต้องมลทินไปตลอดว่าเป็น สมี
เว้นแต่สิ่งที่อวดอ้างไว้ทั้งหมดจะเป็นแค่ราคาคุย







