
เงินลงทุน ตรงจากต่างชาติทรุด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุด
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
จากข้อมูลยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงปัจจุบันมีเพียง 347 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.21 หมื่นล้านบาท ลดลงค่อนข้างมากถึง 91.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 4,203 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.46 แสนล้านบาท และเมื่อไล่เรียงย้อนกลับไปยังพบอีกว่ามันต่ำสุดในรอบ 10 ปีด้วย
ประเด็นนี้จะไม่สร้างปัญหาหรือเป็นข้อกังวลต่อเศรษฐกิจไทยเลย หากว่าไทยมีอัตราการเติบโตได้เต็มตามศักยภาพที่ 4-5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของประชาชนให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในอนาคตอันใกล้ แต่บังเอิญว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีเลิศเช่นนั้น
และสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เอฟดีไอลดฮวบเช่นนี้ มีผลจากโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยเอง ที่ไม่ได้ผลิตสินค้าที่ทันสมัย แถมยังอยู่ระหว่างการปฏิรูปและรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเข้าสู่ภาคบริการและการยกระดับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล รวมไปถึงไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังซบเซาต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ประเทศไทยเองยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งได้เมื่อไร และยังต้องลุ้นผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ด้วยว่าจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่องหรือไม่อีกด้วย
ดังนั้น การที่เอฟดีไอมาลดลงในภาวะเช่นนี้จึงสร้างความไม่เชื่อมั่นให้นักลงทุน และกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย เพราะสถานการณ์ในขณะนี้แรงส่งเศรษฐกิจหลักแทบจะเหลือเครื่องยนต์เพียงตัวเดียว คือ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ มีภาคท่องเที่ยวบ้างที่มาเสริม แต่ก็มีผลต่อการเติบโตได้ไม่มากนัก เพราะการท่องเที่ยวหรือภาคบริการของไทยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่สูง
ขณะที่เครื่องยนต์อื่นๆ ทั้งการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน รวมไปถึงการบริโภคภาคเอกชนหรือการใช้จ่ายในประเทศออกอาการร่อแร่ โดยการส่งออกยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และผู้ประกอบการชะลอการผลิตสินค้า เพราะสต๊อกยังมีเหลือ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย.ปีนี้จึงยังติดลบ 1.2% และมีการใช้กำลังการผลิตเพียง 64.9% ดังนั้นเศรษฐกิจจึงไร้วี่แววการลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศ ส่วนการส่งออกก็คงติดลบ จะมากหรือน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ในปีนี้ ธปท.ยังคาดว่าจีดีพีจะโตได้ที่ 3.1% แต่ยังไม่มีอะไรแน่นอนนัก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าอยู่อีกมากทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติทรุด สัญญาณเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุด
โดย จาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตต่ำกว่าที่คาด จากเงินบาทที่มีโอกาสจะแข็งค่าขึ้น ความไม่แน่นอนหลังเบร็กซิต รวมถึงปัญหาภาคการเงินในยุโรป และยังมีเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญของไทยที่ยังต้องติดตามอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่งที่จะมาหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เมื่อมาเจอกับเงินลงทุนโดยตรงที่ลดลง เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
และแม้ว่า วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. จะอธิบายว่า เอฟดีไอไม่ได้ต่ำลงจนอยู่ในระดับที่น่าห่วง ที่ดูน้อยในช่วงนี้ เพราะมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ประมาณ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หักลบกับเงินที่ไหลมาลงทุนแล้ว เอฟดีไอสุทธิเลยเหลือน้อย และยังมีเทรดเครดิตหรือบริษัทแม่ให้กู้กับบริษัทลูกลดลงด้วย ทั้งที่เอฟดีไอก็ยังอยู่ในระดับปกติใกล้เคียงกับระยะเดียวกันปีก่อนหน้า
การชี้แจงข้างต้นยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าเอฟดีไอที่มาไทยเรามันน้อยอยู่แล้วและน้อยมานานแล้ว เพราะมีปัจจัยพิเศษ และแม้หลายฝ่ายจะอ้างว่า แม้เอฟดีไอจะน้อย แต่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอยังมีอยู่มากและเพิ่มต่อเนื่อง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ยอดขอบีโอไอนั้น จะยังไม่มีเงินไหลเข้าไทยจนกว่าต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติบีโอไอจะควักเงินลงทุนจริง
ภาวะนี้ต่างจากเงินลงทุนโดยตรงที่นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ (ทีดีไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาตลอด ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 8,950 ล้านเหรียญสหรัฐ
ฉะนั้น เมื่อเอกชนในประเทศก็ไม่ลงทุน เอฟดีไอหรือเงินลงทุนจากต่างชาติก็ต่ำ ทำให้เห็นภาพได้ว่า การลงทุนภาคเอกชนที่จะมารับไม้ต่อจากการลงทุนภาครัฐนั้นแทบจะไม่มี จึงน่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยนับจากนี้มีความเสี่ยงที่จะเติบโตลดลง และเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเกิดภาวะถดถอยได้







